(รายงาน) กมธ.ยกร่างฯฉลุย "ป้องกันล้มล้างการปกครอง" คงอำนาจศาลรธน.-ตัดทิ้งประเด็นยุบพรรค
การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ซึ่งเป็นการพิจารณารายมาตราตามการเสนอของคณะอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน ในวันที่ 2 เมื่อวานนี้ (13 ม.ค.) เริ่มต้นที่หมวด 2 ประชาชน ส่วนที่ 1 บททั่วไป และส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของบุคคล
ทั้งนี้ ในร่างบทบัญญัติ (1/2/2) 1 และ (1/2/2) 2 ซึ่งตรงตามมาตรา 26 และ 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯได้ผ่านการพิจารณาโดยให้คงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ส่วนบทบัญญัติ (1/2/2) 3 ซึ่งตรงตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เดิม ว่าด้วยกลไกการปกป้องรัฐธรรมนูญ อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ได้เสนอบทบัญญัติวรรคแรก ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้"
ขณะที่วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่บุคคลใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว และสั่งการอื่นได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว"
เจตนารมณ์สำคัญตามที่ อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯได้ชี้แจง คือ เพื่อให้เป็นกลไกในการปกป้องตนเองของรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้บุคคลใดล้มล้างรัฐธรรมูญ โดยอาจเป็นการออกคำสั่งเพื่อเป็นการคุ้มครอง หรือมาตรการชั่วคราวให้หยุดการกระทำที่กระทบการปกครอง
ทั้งนี้ อนุ กมธ.ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศเยอรมนี ช่วง ค.ศ.1919 ที่มีการลงมติเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองไปเป็นระบอบเผด็จการโดยการลงมติของรัฐสภา ทำให้โลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุหลักที่เกิดเช่นนั้นได้เพราะประเทศเยอรมันไม่มีกลไกปกป้องรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้นแล้วบทบัญญัติมาตรานี้ยังเป็นการเชื่อมโยงประชาชนกับการทำหน้าที่ปกป้องกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะการกระทำของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปยังปัจเจกบุคคลที่ได้กระทำการอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังได้พิจารณาหลักการของการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 68 โดยตัดข้อความในส่วนของการยุบพรรคการเมืองออกไป เพื่อให้เกิดความสมดุลตามหลักการพื้นฐานในโลกที่คุ้มครองระบอบประชาธิปไตย โดยจุดสมดุลที่ว่าคือตัดส่วนของการยุบพรรคการเมือง เนื่องจากการยุบพรรคการเมืองถือเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา อีกทั้งเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ ที่รุนแรง
ในที่สุดที่ประชุมเห็นด้วยกับอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ โดยวรรคแรกระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"
วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว และสั่งการอื่นได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว"
ขณะเดียวกันก็มีความเห็นของ กมธ.ยกร่างฯ บางรายได้เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวอย่างหลากหลาย โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การยื่นเรื่องที่ประชาชนพบเห็นการกระทำล้มล้างการปกครองไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ควรผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงในชั้นของอัยการสูงสุดก่อน รวมไปถึงการกำหนดคำนิยามว่าการกระทำที่เป็นการล้มล้างระบบปกครองจะครอบคลุมกรณีใดบ้าง เพื่อไม่ให้ใช้เป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง
โดยมีการยกตัวอย่างว่า การใช้เสรีภาพทางวิชาการเขียนข้อความเกี่ยวกับการเมืองการปกครองผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่
ขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยมี กมธ.ยกร่างฯบางคนยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา คือ การขัดขวางการเลือกตั้ง หากมีผู้ที่ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจสั่งการให้ยุติการขัดขวางการเลือกตั้งได้แท้จริงหรือไม่ ทั้งที่หลักปฏิบัติจริงผู้ที่ขัดขวางการเลือกตั้งนั้นต้องถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา





