ผอ.ศปป.จี้งาน"ปรองดอง"หลังหายเงียบ เตือนกองทัพภาคอย่าใช้งบฟรีคิก 70 ล้าน ใครเตะกินเปล่าจะฟ้อง
พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กล่าวชี้แจงนโยบายและแนวทางการปฏิบัติตามแผนและโครงการปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปตามแผนงบประมาณปี 2558 ( 1ธ.ค.57-30ก.ย.58)ว่า ได้เชิญทั้งรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงจังหวัดฝ่ายทหาร และ บุคคลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายมาประชุมเพื่อเร่งรัดการปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์จากที่ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4ธ.ค.57 แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ตั้งเป้าได้ หลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการมา 3เดือนแล้ว
โดยนายกรัฐมนตรีได้ถามตลอดว่ามีความคืบหน้าอย่างไร ซึ่งตนจะต้องรวบรวมเสนอให้นายกรัฐมนตรีทุกวันพฤหัสบดี เพื่อที่นายกรัฐมนตรีจะได้พูดกับประชาชนในวันศุกร์ได้ ต่อไปนี้แต่ละภาคต้องรายงานว่าเปิดไปกี่เวทีแล้วโดยภายใน เม.ย.58 นี้ ศูนย์ปรองดองฯภาค จะต้องเปิดเวทีตามโครงการคนไทยหัวใจเดียวกันให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 โครงการเอกลักษณ์ไทยหัวใจสี่ภาค ที่เพิ่งเปิดได้ 1 เวทีในแต่ละภาคจากที่ตั้งเป้าไว้ 4 ครั้งต้องเร่งรัดดำเนินงาน ซึ่งทุกแผนงานจะได้รับการประเมินผลจากสถาบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"การจัดโครงสร้างของศปป.จังหวัดและภาค มีความชัดเจนและได้ชี้แจงการปฏิบัติไปแล้วถึง 4 - 5 ครั้ง งบประมาณของศูนย์ปรองดองฯทั้งหมด 312 ล้านบาท แบ่งลงไปกองทัพภาคละ 70 ล้านบาท รวม 280 ล้านบาท อีก 10 ล้านเป็นงบฯสำหรับการประเมินผลสำหรับ 70 ล้านศูนย์ปรองดองฯภาคสามารถเบิกจ่ายใช้ได้เลย จะต้องไม่มีการบริหารงบประมาณอย่างเด็ดขาด ไม่มีเตะฟรีคิก ไม่มีเตะกินเปล่า ทุกบาททุกสตางค์ต้องเปิด ใครบริหารงบประมาณผมจะรายงานผู้บัญชาการทหารบก เรากำหนดว่าเวทีคนไทยหัวใจเดียวกัน 4,268 แห่ง ซึ่งแต่ละกองทัพภาคส่งเป้าหมายและกำหนดเปิดเวทีเอง แต่ท่านไม่ทำ เตะฟรีคิก เตะกินเปล่าอย่างเดียว ขอให้ท่านทำให้ครบทุกโรงเรียน เพราะฉะนั้นต้องทำงานให้เกิดผล เพราะที่ผ่านมาเงียบมาก ทั้งที่เลยช่วงตั้งไข่เตรียมงานในช่วง 3 เดือนแล้ว" พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าว
ผอ.ศปป. กล่าวอีกว่า เวทีที่เปิดนั้นจะเน้นการพูดเรื่องปรองดองฯและรับฟังเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน โดยพูดคุยกันทุกฝ่าย ทุกสี ทั้งนี้ต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้คนไทยรักและสามัคคี เคารพความเห็นต่าง ไม่แบ่งแยก แบ่งฝ่าย เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน ตามภารกิจของศูนย์ปรองดองฯ ในการกำหนดแนวทางให้หน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ เพื่อยุติความขัดแย้งทุกหมู่ทุกฝ่าย รวบรวมความเห็นของประชาชนทุกฝ่าย มาวิเคราะห์เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและให้ทุกส่วนราชการและทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ โดยน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เศรษฐกิจพอเพียง และแนวนโยบายของหัวหน้าคสช.ที่ให้ไว้คือ เร่งด่วน ทันที มีผลสัมฤทธิ์ และยั่งยืน นำชาติไปสู่ความมั่นคง มั่นคง ยั่งยืน มาทำเป็นยุทธศาสตร์ปรองดองฯ
พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าวว่า ขั้นตอนการปฏิบัติของการปรองดองฯ ได้ดำเนินการมาแล้วในระยะที่ 1 ระหว่าง 22 พ.ค.57 -30 ก.ย.57 คือควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้ง และพูดคุย ปรับความเข้าใจระยะที่ 2 คือ ธ.ค.57-ก.ย.58 เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ และการปฏิรูปมีความราบรื่น และระยะที่ 3 การสร้างสภาวะแวดล้อมให้เหมาะกับการเลือกตั้ง โดยเม.ย.58 เราต้องส่งข้อมูลปรองดองฯ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ และหลัง ต.ค.58 มีการร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว จะต้องนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งต้องเร่งทำเพราะถ้าปรองดองไม่ได้ เลือกตั้งก็มีปัญหา เช่นเดียวกับความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเราจะรับฟังและเสนอข้อเท็จจริงขึ้นไป ไม่ใช่เป็นความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เวทีเราไม่เอานักการเมือง ไม่เอาแกนนำ ฟังแต่เสียงชาวบ้านที่บริสุทธิ์ และไม่ชี้นำ ตนถึงบอกว่า ทหารไม่ต้องเข้าไปยุ่ง และขอเป็นผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น กองทัพภาคใดที่ใช้กองร้อยรักษาความสงบ (ร้อย รส.) ลงไปขอให้ปรับเปลี่ยน ขอให้ใช้สายงานของ กอ.รมน.จึงได้เชิญคนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายมา
"งานปรองดองฯ เป็นงานที่นายกฯรอและเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลแต่เป็นงานที่ไม่ง่าย เพราะมีความละเอียดอ่อนมาก ถ้าท่านถือปืนไป ใครจะปรองดองกับท่าน ผมเห็น ถือปืนไปจับบ่อน จับซ่อง ต้องพูดห้วน ๆ มีบางจังหวัดใส่หมวกไหมพรม ถือปืนทราโว้ ไปจับบ่อน ภาพออกมาอย่างนี้ ใครจะไปปรองดอง ผมเข้าใจว่าเป็นทหารต้องถือปืน มีทหารนครสวรรค์รายหนึ่งบอกว่า เป็นทหารมาทั้งชีวิตไม่ถือปืนแล้วจะให้ถืออะไร แต่ไปจับเรื่องที่ดิน ผู้ว่าฯ ก็อยู่ด้วย พูดอย่างกับว่าใหญ่ที่สุดในแผ่นดินนี้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ พูดจาต้องมีคำลงท้ายบ้าง เป็นแบบนี้จึงปรองดองได้ยาก เราถึงบอกว่า อย่าให้ทหารลงไป ให้แค่อำนวยความสะดวก ให้พลเรือนนำหน้า" พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าว
ผอ.ศปป. กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปพูดคุยกับแม่ทัพภาคในเรื่องการทำงาน ไปคุยกับอธิการบดีในต่างจังหวัดเพื่อต้องการเปิดเวทีให้น้อง ๆ นักศึกษาได้พูดคุย เพราะหลายคนไม่เข้าใจ และต้องการให้เราไปชี้แจงว่าเปิดเวทีได้หรือไม่ซึ่งตนบอกแล้วว่าแม่ทัพภาคสามารถตัดสินใจได้ และวันที่ 22ม.ค.นี้ จะเดินทางไปพบอธิการบดีธรรมศาสตร์





