วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มอำนาจศาลรธน.

"กมธ.ยกร่างรธน."เสนอบทบัญญัติมาตรา7เพิ่มอำนาจศาลรธน.ชี้ขาดกรณีไร้บทบัญญัติ หวังอุดช่องยื่นขอนายกฯพระราชทาน

ด้านสมาชิก สปช.แนะทหารคุมเลือกตั้งอีก 1-2 ปี "พรเพชร"แนะ"ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม"เข้าตอบข้อซักถามคดีถอดถอนเอง เตือนให้มือปืนรับจ้างแจงแทน อาจขาดความน่าเชื่อถือ ขณะสนช.ยื่นซักถามคดีถอดถอน"นิคม-สมศักดิ์"61 คำถาม ไร้แววสนช.สายทหาร

มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เมื่อวานนี้(12 ม.ค.) โดยได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเป็นครั้งแรก ตามการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ทั้งนี้กมธ.ยกร่างได้พิจารณาในส่วนของบททั่วไป และภาค 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน

สำหรับการประชุมในรายละเอียดของบททั่วไป ที่ระบุถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ ระบบปกครอง, การใช้อำนาจอธิปไตย, รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่มีจำนวนมาตราทั้งสิ้น 7 มาตรา เรียงลำดับมาตรา 1-7 โดยที่ประชุมมีมติให้ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 1-6 คงถ้อยคำ และบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ 2550

ขณะที่ร่างมาตรา 7 คณะอนุกรรมาธิการยกร่างบทบัญญัติฯ เสนอบทบัญญัติ โดยวรรคแรกระบุว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนวรรคสอง ระบุว่า “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ให้กระทำได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี และเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด"

สำหรับเหตุผลที่เพิ่มเติมวรรคสอง อนุกรรมาธิการยกร่างบทบัญญัติอธิบายว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่อกรณีที่เคยเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน (มาตรา 7) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น การกำหนดเป็นกรณีให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือตามประเพณีปกครอง ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่จะเกิดกรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสมาชิกแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ในที่สุดที่ประชุมได้ข้อสรุปคือ ให้คงไว้ตามร่างที่คณะอนุกรรมาธิการเสนอ

สปช.แนะทหารคุมเลือกตั้งอีก1-2ปี

วันเดียวกัน มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาเรื่องการเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก สปช.เรื่อง "ระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรมในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร" โดยนายเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล สมาชิก สปช. กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาใครที่เป็นหัวคะแนนในหมู่บ้านนั้นชาวบ้านรู้กันหมดว่า ใครจะนำเงินมาจ่าย ใครเรียกเก็บบัตรประชาชนชาวบ้านรู้กันหมด ยกเว้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่รู้

ทั้งนี้ สถานการณ์ขณะนี้ การประกาศกฎอัยการศึกสำหรับการเลือกตั้งยังเป็นเรื่องที่จำเป็น และควรนำทหารจากต่างพื้นที่ไปควบคุมการเลือกตั้งด้วย โดยสืบค้นหัวคะแนนที่จะเป็นคนรับออร์เดอร์มาจากผู้สมัครพรรคการเมือง ซึ่งเชื่อว่าใน 1-2 ปีจากนี้ ยังควรต้องใช้วิธีนี้อยู่ จากนั้นเมื่อได้พัฒนาปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนได้เห็นผลและมีความรับผิดชอบมากขึ้น จึงค่อยกลับสู่ระบบปกติ นอกจากนี้เมื่อมีการพูดถึงนักการเมืองจะถูกมองว่าเลวร้าย หยาบคาย ดังนั้น ควรเปลี่ยนคำว่า "นักการเมือง" เป็น "นักพัฒนาประชาธิปไตย" แทน

เสนอตัดสิทธิคนซื้อเสียงตลอดชีวิต

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช.อภิปรายว่า ต้องเข้าใจปัญหาเดิมของระบบการเลือกตั้งว่า ทำอย่างไรถึงจะขจัดการทุจริตคอร์รัปชันได้ เพราะต้นตอของปัญหามาจากนักการเมืองที่ซื้อเสียงเข้ามา เพื่อให้มีเสียงข้างมากในสภา และได้เป็นรัฐบาล ดังนั้น จึงมีการซื้อเสียงขึ้น เมื่อมีการลงทุนซื้อเสียงก็ต้องมีการถอนทุน เอากำไร และยังต้องหาทุนเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก ซึ่งโจทย์ก็คือ ทำอย่างไรให้นายกรัฐมนตรีมีอิสระจากสภา หากทำได้การเลือกตั้งก็จะไม่รุนแรง การทุจริตก็จะลดน้อยลง

นายสยุมพร ลิ่มไทย สมาชิก สปช.อภิปรายว่า ปัญหาการเลือกตั้งของประเทศไทยมี 3 ข้อ คือ 1.การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่ง 1 ปีจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเฉลี่ยประมาณ 4-5 ครั้ง จะมีการจ่ายเงินซื้อเสียงตกหัวละ 1 หมื่นบาท ถือว่ามากสำหรับคนชนบท 2.การทุจริตเลือกตั้งที่ทำเป็นขบวนการประกอบด้วย ผู้สมัคร หัวคะแนน ผู้ขายเสียง และเจ้าหน้าที่รัฐ

และ 3.กกต.ซึ่งมีความสงสัยเคลือบแคลงในการทำงานของ กกต.ว่าตรงไปตรงมาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวว่า ใบเหลืองเปลี่ยนเป็นใบขาวได้ หรือใบแดงเปลี่ยนเป็นใบเหลืองได้ ถ้ามีการวิ่งเต้นและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ กกต. อีกทั้งการทำหน้าที่ของ กกต.นั้นล่าช้ามาก ในหลายพื้นที่จำเป็นต้องให้ผู้ได้รับเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน หรือบางพื้นที่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่จนเกือบครบวาระ ใบเหลืองหรือใบแดงจึงจะออกมาได้ ทั้งนี้ ขอเสนอดังนี้ 1.การป้องปรามเพื่อให้มีการกระทำการทุจริตซื้อเสียงน้อยลงเป็นเรื่องที่ทำได้ หากมีการทำอย่างจริงจังจากผู้เกี่ยวข้อง และ 2.การกำหนดโทษของผู้ที่กระทำความผิด ในส่วนของผู้ซื้อเสียงหรือผู้สมัครอาจมีความจำเป็นที่จะต้องลงโทษอย่างรุนแรง การตัดสิทธิทางการเมือง 3-5 ปี อาจจะเบาไป เพราะจะกลับมาได้อีก ดังนั้น ต้องตัดสิทธิตลอดชีวิต และหัวคะแนนก็ต้องมีบทลงโทษ ต้องเอาตัวออกมาจากพื้นที่ ซึ่งสามารถทำได้ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการ โดยเอาตัวมาประจำส่วนกลางแทน

ประธานสนช.จี้"ผู้ถูกถอดถอน"แจงเอง

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า วันที่ 15 ม.ค.จะเป็นกระบวนการซักถามคู่กรณีระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิคม และนายสมศักดิ์ ส่วนวันที่ 16 ม.ค.เป็นการซักถาม ป.ป.ช.และนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่กำลังเป็นประเด็นว่า จะต้องมาตอบคำถามด้วยตัวเองหรือไม่

ทั้งนี้ ส่วนตัวเคยสอนกฎหมายลักษณะพยาน ยืนยันว่าจะต้องมาตอบคำถามด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากข้อบังคับการประชุม สนช.ไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ ดังนั้นจึงเป็นดุลพินิจของคู่กรณีว่าจะมาตอบคำถามด้วยตัวเองหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตามหากไม่มาก็อาจจะกระทบต่อความรู้สึกและความน่าเชื่อถือของตัวคู่ความได้ เพราะการให้ผู้อื่นมาชี้แจงแทนอาจไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของคู่กรณีก็ได้

“ถ้าเอามือปืนรับจ้างมาตอบแทนจะมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร จะมาทำไมใครจะอยากฟัง จะไปรู้เรื่องอะไร และไม่มีความน่าเชื่อถือ” นายพรเพชร กล่าว

ยันไม่มีใบสั่งคสช.

นายพรเพชร กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า สนช.อาจจะรับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาดำเนินการนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีผู้มีอิทธิพลใดที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับดุลพินิจของสมาชิก สนช.ได้ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง สนช.และ คสช.เป็นไปตามโรดแมพเพื่อให้การทำงานบรรลุตามเป้าหมายเท่านั้น ตนไม่อยากให้เกิดแรงกดดันว่าการลงมติจะออกมาเป็นแบบไหน

ยื่นถามถอดถอน"นิคม-สมศักดิ์"61คำถาม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ภายหลังจากที่ประชุมสนช.กำหนดให้สมาชิกสนช.ที่ต้องการซักถามคดีถอดถอนนายนิคม และนายสมศักดิ์ ยื่นญัตติซักถามมายังคณะกรรมาธิการซักถาม ภายในเวลา 12.00 วันที่ 12 ม.ค. ปรากฏว่า หลังจากครบกำหนดเวลาแล้ว มีสมาชิกสนช.ยื่นซักถามมายังคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งหมด 61 คำถาม แบ่งเป็นกรณีการยื่นซักถามคดีนายนิคม จำนวน 33 คำถาม ประกอบด้วยยื่นซักถามป.ป.ช. จำนวน 3 คน 17 คำถาม ยื่นซักถามนายนิคม 3 คน 16 คำถาม ขณะที่คดีนายสมศักดิ์ มีการยื่นซักถามจำนวน 28 คำถาม แยกเป็นถามป.ป.ช. 6 คน 19 คำถาม และถามนายสมศักดิ์ 3 คน 9 คำถาม

ส่วนกรณีคดีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่มีกำหนดการยื่นข้อซักถามได้ถึงวันที่ 13 ม.ค.เวลา 12.00 น. ขณะนี้มีสมาชิกยื่นซักถามมาแล้ว 3 คน ทั้งนี้กรรมาธิการฯ จะมีการรวบรวมคำถามและจัดเป็นหมวดหมู่ ซึ่งหากคำถามใดซ้ำกันหรือคล้ายกันก็จะรวบเป็นคำถามเดียวกัน ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า สมาชิกที่ยื่นซักถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอดีต 40 ส.ว. ขณะที่สนช.สายทหารไม่มีการยื่นซักถาม

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ วิปสนช. กล่าวว่า ส่วนตัวได้ยื่นข้อซักถาม เพื่อถามนายนิคม นายสมศักดิ์และน.ส.ยิ่งลักษณ์คนละ 2 คำถาม โดยซักถามนายนิคมและนายสมศักดิ์ เกี่ยวกับเรื่องการควบคุมการประชุมที่มีการ สั่งปิดการอภิปราย ในระหว่างการทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เนื่องจากเห็นว่า นายนิคมโต้แย้งข้อกล่าวหาไม่ชัดเจนในช่วงแถลงเปิดคดีเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ จะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนโยบายการรับจำนำข้าวที่เปิดช่องให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

"สมชัย"เคลียร์ใจ-ขอโทษขรก.มท.

ที่ตึกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะบุคคลกลางในการประสานการพูดคุยทำความเข้าใจระหว่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. และนายเรวัต เครือบุดดีมหาโชค ประธานสมาพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทยและสมาชิก หลังเกิดกรณีนายสมชัย ได้แถลงข่าวก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า การให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ จัดการเลือกตั้ง เสมือนเป็นการโยนดาบให้โจร จนสร้างความไม่พอใจให้แก่ข้าราชการกระทรวงอย่างมาก โดยเมื่อทั้งสองฝ่ายได้ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น และมีการแถลงถึงข้อสรุปร่วมกัน

นายสมชัย กล่าวว่า สิ่งที่เห็นตรงกันคือ ปรารถนาให้มีการเลือกตั้งที่ดี เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้นักการเมืองที่ดีเข้าบริหารชาติบ้านเมือง ทั้งมองว่า การเลือกตั้งของประเทศไทยเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ไข เพราะการเลือกตั้งเป็นวิธีการเข้าสู่การเมือง หากไม่สามารถกลั่นกรองนักการเมืองคุณภาพเข้าสู่สังคมไทย ประเทศชาติจะเสีย และตนไม่ได้หมายความถึงข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้หมายถึงข้าราชการประจำ ที่บอกว่าเป็นโจร แต่หมายถึงนักการเมืองทุจริต ที่มุ่งหวังใช้ข้าราชการประจำเป็นเครื่องมือ เพื่อหวังผลสำเร็จในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามได้ขออภัยข้าราชการมหาดไทยในข้อความที่สื่อสารไป อาจจะสั้นเกินไปจนสังคมเกิดความเข้าใจผิด

ขณะที่นายเรวัต กล่าวว่า เนื่องจากการสื่อสารที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่อาจเข้าใจไปอีกแบบ วันนี้ก็ได้เข้าใจข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแล้ว และจะได้กลับไปชี้แจงกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอีกครั้ง