วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ลุยร่างรธน.รายมาตรา 'ปนัดดา'ค้านมท.จัดเลือกตั้ง

กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญลุยยกร่างรายมาตราวันนี้ วางเกณฑ์คำขอแก้ไข ไม่ขัดกับหลักการสำคัญของร่างรธน.

"เจษฎ์"เตรียมยกร่างพ.ร.บ.คุมงานครม.หวังอุดช่องว่างการทำงานที่ไร้ความรับผิดชอบ-ผลประโยชน์ทับซ้อน "ปนัดดา"แนะข้าราชการมท.ให้อภัยยุติขัดแย้ง"สมชัย" หวั่นเข้าทางผู้ไม่ประสงค์ดี ชี้ไม่ควรนำมท.ยุ่งเกี่ยวเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน จะเริ่มพิจารณาการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ตั้งแต่วันนี้(12 ม.ค.) เวลา 09.30 น.เป็นต้นไป โดยจะเปิดให้สื่อมวลชน รวมถึงภาคส่วนที่สนใจ อาทิ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เจ้าหน้าที่ทูต เข้าร่วมรับฟังและสังเกตการณ์การประชุมดังกล่าวตลอดช่วงการพิจารณา ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่การพิจารณาจะปิดเป็นความลับ

ทั้งนี้การพิจารณารายมาตราในช่วงวันที่ 12-16 ม.ค.จะอยู่ในส่วนของบททั่วไปและภาค 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน โดยนายบวรศักดิ์ ได้วางหลักเกณฑ์พิจารณา ตามข้อบังคับเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานยกร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ในข้อ 14 คือ กมธ.ขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ โดยทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็นหนังสือตามแบบที่ กมธ.กำหนด แล้วยื่นต่อประธาน กมธ.ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ กมธ.กำหนด โดยการขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องทำเป็นรายมาตราพร้อมเหตุผล ทั้งนี้การขอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขเพิ่มเติมมาตราเดิม ต้องไม่มีลักษณะที่ทำให้มีผลกระทบหรือขัดกับหลักการพื้นฐานสำคัญของส่วน หมวด ภาค หรือกลุ่มเนื้อหานั้นหรือของร่างรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรานอกจากจะพิจารณาในหลักการสำคัญของบทบัญญัติแล้ว ยังมีประเด็นที่ให้คณะ อนุกมธ.จัดทำข้อเสนอแนะในการตราหรือแก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่มีนายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นประธานอนุ กมธ. พิจารณาเพื่อทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก โดยในประเด็นสำคัญตามที่นายบวรศักดิ์ เสนอคือ การเขียนร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี เพื่อกำกับการทำหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จริยธรรม และมาตรฐาน

ทั้งนี้นายเจษฎ์ เปิดเผยว่าในการบริหารงานของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักของความรับผิดชอบและมีลักษณะของการปฏิบัติราชการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ.2551 กำกับแต่ไม่มีบทลงโทษหรือเอาผิดกับบุคคลนั้นๆ ได้ รวมไปถึงพบว่าที่ผ่านมาการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ แต่ยึดถือการแต่งตั้งที่เป็นประเพณี เช่น ผู้ช่วยรัฐมนตรี จึงทำให้การให้ตำแหน่งบุคคลนั้นๆ เป็นช่องการแสวงประโยชน์ที่มิชอบ หรือเรียกรับสินบนได้ อย่างไรก็ตามรายละเอียดของบทบัญญัติดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษา โดยนำกฎหมายของต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมาศึกษาประกอบกับสภาพปัจจุบันของประเทศไทย

"ปนัดดา"ชี้ไม่ควรนำมท.ยุ่งเกี่ยวเลือกตั้ง

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า "เรียนท่านประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (น้องเรวัต เครือบุดดีมหาโชค) กรณีที่ท่านได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวกรณีกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บางท่านให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของข้าราชการมหาดไทย(มท.) กับการเลือกตั้งทั่วไป พี่ใคร่ขอเรียนมายังน้องๆ ปลัดอำเภอทุกท่านด้วยความจริงใจและในฐานะที่เราเป็นคนมหาดไทยด้วยกัน รู้จักคุ้นเคยกันมานาน พี่ไม่อยากให้ถือโทษโกรธกัน ที่จะยิ่งไปเข้าทางผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของปวงชนชาวไทย พวกเขารอคอยจังหวะนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่ภาครัฐก็รู้ทันและพยายามแก้สถานการณ์อยู่ไม่ขาดสาย

การพูดจาให้ข้อคิดเห็นเป็นเรื่องที่พี่คิดว่าทั้งบรรยากาศที่คร่ำเครียดของหลายๆ คนอันเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอาจรวมไปถึงข้อคำถามที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งน่าจะมีส่วนให้คู่สนทนาคิดไปถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่ถือเป็นองค์ประกอบของคำถาม-คำตอบ ซึ่งได้กับตัวพี่เองมาก่อน และอาจจะมิได้หมายความเช่นนั้นเสียทีเดียว ไม่มีผู้ใดแม้เพียงผู้เดียวกล้านิยามว่าเราเป็นโจร มหาดไทยเป็นสถาบันพระราชทานจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 แต่ก็เคยมีอยู่เหมือนกันที่บางยุคบางสมัยปรากฏผู้บริหารที่มีความประสงค์ร้ายต่อกระทรวงมหาดไทยของเรา และมีพฤติกรรมอันเป็นภยันตรายต่อความมั่นคงของมหาดไทยและของชาติ

กกต.ทำหน้าที่มาสืบเนื่องหลายปีแล้ว อาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันการเลือกตั้งอย่างง่ายดายและตรวจสอบได้ไม่ทันท่วงที ในขณะที่เราคนมหาดไทยมีหน้าที่รักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต คือ ภารกิจในการบำบัดทุกข์-บำรุงสุข และช่วยกันเสริมช่วยกันสร้างความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ประชาชนคนไทยให้กลับฟื้นคืนดีโดยเร็ว ไม่ควรนำพามหาดไทยไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่บริบทปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

พี่มีความรักและความจริงใจกับทุกๆ ท่าน รู้จักกับทุกท่านมานานเสมือนญาติพี่น้อง ใคร่ขอให้ท่านประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทยและน้องๆ ปลัดอำเภอทุกท่านได้เป็นหลักแก่ข้าราชการฝ่ายปกครองและระบบราชการ ดีกับผู้ใดได้ที่ไม่ใช่ผู้บ่อนทำลายชาติประเทศขอจงดี อภัยให้กันได้ขอจงให้อภัย เพื่อกระทรวงมหาดไทยและประเทศชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคนสืบไป"

พท.อัดกมธ.เปิดช่องฝ่ายค้าน-ส.ว.ล้มรัฐ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกพรรคเพื่อไทย อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงกรณีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะปรับแก้การเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ใช้เสียงข้างมากของ ส.ส.และส.ส.มารวมกัน และจะให้มีการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ว่า กติกาดังกล่าวจะทำให้การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำได้ง่ายขึ้น ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง เนื่องจากสามารถถูกถอดถอนได้ตลอดเวลา เพราะหาก ส.ส.ฝ่ายค้าน รวมกับ ส.ว.ที่ผ่านการสรรหา ซึ่งอาจทำตามผู้ที่สรรหามา ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้

นายอุดมเดช ยังกล่าวถึงการเพิ่มโทษการตัดสิทธิตลอดชีวิตว่า ในเมื่อกระบวนการถอดถอนอาจไม่เป็นที่ยอมรับ การมาเพิ่มโทษอีกจะทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตและแคลงใจในกระบวนการดังกล่าว อาจนำไปสู่การแตกแยกได้

เมื่อถามถึงกรณีที่เปิดช่องให้มีการตัดสิทธิทางการเมืองกับผู้ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว นายอุดมเดช กล่าวว่า เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะกันนักการเมืองที่มาจากระบอบประชาธิปไตยให้ขาดคุณสมบัติในการกลับเข้ามาเป็นตัวเลือกให้ประชาชน

"กิตติศักดิ์"ค้านประชามติถอดถอนสูญ3พันล.

นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ ออกมาระบุว่า วันที่ 12 ม.ค. จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เกี่ยวกับประเด็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 แนวทาง คือ ถอดถอนโดยรัฐสภา แต่ถ้ารัฐสภาถอดถอนไม่ได้ จะมีการขึ้นบัญชีรายชื่อไว้ให้ประชาชนลงมติถอดถอน หากประชาชนลงมติถอดถอน ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ว่า ต้องถามว่า ถ้าให้ประชาชนลงมติจะลงคะแนน และนับคะแนนอย่างไร จะให้ประชาชนลงประชามติถอดถอนก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยก็ 3,000 ล้านบาท

อีกทั้งถ้ารัฐสภาลงมติไม่ถอดถอน แต่เมื่อทำประชามติประชาชนกลับถอดถอน ต้องถามว่าจะมีผลถึงสภาที่ไม่ยอมถอดถอนหรือไม่ เพราะถ้าหากว่ามีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งมากขึ้น แต่สภากลับถอดถอนไม่ได้ เท่ากับว่าประชาชนก็ไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของสภา ก็ต้องยุบสภาใช่หรือไม่ นอกจากนี้ หากให้ประชาชนลงประชามติถอดถอน แต่ผลออกมาว่าไม่ถอดถอน จะทำอย่างไรกับเงินที่สูญเสียไปกว่า 3,000 ล้านบาท นี่คือเหตุผลที่ต้องคิดและศึกษาให้รอบคอบ

"ผมเข้าใจว่าการคิดวิธีการดังกล่าวเพื่อต้องการให้สภามีความเข้มแข็งในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ต้องศึกษาถึงผลดีผลเสียให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นมาจะตอบคำถามสังคมได้อย่างไร" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

ปชป.เตือนโยนขัดแย้งสู่รากหญ้า

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ ออกมาระบุถึงแนวทางใหม่ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากสภาไม่สามารถดำเนินการถอดถอนได้ ให้นำรายชื่อบุคคลดังกล่าวมาให้ประชาชนลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ ว่า ก่อนอื่นต้องถามว่า ยอมรับกระบวนการถอดถอนของสภาหรือไม่ แล้วที่ผ่านมาองค์ประกอบของสภาที่มี ส.ส.-ส.ว.สามารถดำเนินการได้หรือไม่ ถ้าดำเนินการได้ก็ยอมรับ และไม่ว่าจะถอดถอนได้หรือไม่ก็จะได้ข้อยุติ

และที่สำคัญอยากให้มีการพิจารณาถึงที่มาของ ส.ว.ก่อนว่า จะเป็นอย่างไร หากสรรหาจากแต่ละสาขาวิชาชีพ แล้วมาร่วมกระบวนการถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคงไม่เหมาะสม อีกทั้งหากผู้ที่ได้รับสรรหามาจากปลัดแต่ละกระทรวง ดุลพินิจในการพิจารณาถอดถอนอาจไม่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ถูกถอดถอนเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชา จึงต้องทบทวนถึงสถาบันที่จะดำเนินการถอดถอนก่อนว่ามีที่มาอย่างไร

นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า หากนำวิธีให้ประชาชนลงมติถอดถอนมาใช้ ภายหลังจากสภาไม่สามารถถอดถอนได้นั้น ถือเป็นการโยนความขัดแย้งลงไปสู่รากหญ้า ยิ่งจะทำให้ความขัดแย้งลุกลาม เหมือนเป็นการจุดไฟทั้งประเทศ นอกจากนี้ คนที่ถูกถอดถอนนั้นล้วนมีฐานเสียงสนับสนุน ซึ่งก็จะออกมาต่อต้านเป็นภูมิภาคชัดเจน และยังจะทำให้มีการซื้อเสียงได้อีกสำหรับคนที่ไม่ต้องการถูกถอดถอน

ด้าน นายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะเพิ่มช่องทางลงโทษในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ประชาชนลงมตินั้น เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องยอกย้อนมากเกินไป ทั้งยังสิ้นเปลืองงบประมาณ และต้องยอมรับว่าอิทธิพลของนักการเมืองในพื้นที่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนเป็นอย่างมาก