วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไพบูลย์'ชงนายกฯตั้งทีมเร่งรัดคดีม.112

"บวรศักดิ์"เตรียมบรรจุในรธน.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมลงมติถอดถอนนักการเมือง "ไพบูลย์"ชงนายกฯตั้งทีมเร่งรัดคดีม.112

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราว่า ขณะนี้มีประชาชนที่ส่งข้อเสนอความเห็นต่อกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมายังคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญและได้รับไปพิจารณาเขียนเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

โดยสาระสำคัญ คือ นักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้วต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนเช่นเดียวกัน โดยใช้คำเรียกนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่งว่า การถอดถอนบุคคลให้พ้นจากตำแหน่ง ขณะที่ผู้ที่พ้นจากการดำรงตำแหน่งไปแล้ว จะใช้คำว่า การลงมติถอดถอนเพื่อตัดสิทธิทางการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและก่อให้เกิดการตีความว่าบุคคลที่พ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจากการลาออก ยุบสภา หรือมีการเลือกตั้งใหม่สามารถลงมติถอดถอนได้หรือไม่

สำหรับกระบวนการถอดถอนจะกระทำภายใต้รัฐสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม แทนการพิจารณาในชั้นของวุฒิสภาเท่านั้น โดยผลของการลงมติถอดถอน สามารถแยกได้เป็น

1.เมื่อรัฐสภาลงมติให้พ้นจากตำแหน่ง หรือตัดสิทธิทางการเมือง จะได้รับโทษคือพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี และ 2.เมื่อรัฐสภาลงมติไม่ให้พ้นจากตำแหน่ง หรือตัดสิทธิทางการเมือง ต้องนำผลการพิจารณาดังกล่าวไปให้ประชาชนลงมตินักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองผู้นั้น พร้อมกำหนดโทษคือ หากประชาชนลงมติให้ถอดถอนหรือตัดสิทธิทธิทางการเมือง บุคคลผู้นั้นต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต โดยประเด็นสำคัญคือ การคืนอำนาจไปให้ประชาชน และที่ผ่านมาวุฒิสภา ไม่สามารถถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ยกเว้นนายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นการวางหลักการเท่านั้น ส่วนรายละเอียด เช่น ต้องใช้เสียงเท่าใดเพื่อให้ถือเป็นเกณฑ์พ้นจากตำแหน่งหรือตัดสิทธิทางการเมือง, รายละเอียดพฤติกรรมของผู้ที่ต้องถูกถอดถอน, กระบวนการพิจารณาถอดถอน ต้องพิจารณากันอีกครั้ง และหากได้ข้อสรุปแล้วตนจะแถลงรายละเอียดอีกครั้ง

กมธ.ยกร่างเพิ่มสิทธิ-พัฒนา"เด็ก-เยาวชน"

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงของขวัญในวันเด็กปี 2558 ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ขอมอบของขวัญให้แก่เด็กและเยาวชนที่กำลังส่องสว่างเป็นอาทิตย์อุทัยในอนาคตของบ้านเมือง ซึ่งของขวัญชิ้นแรกจากกมธ.ยกร่างฯ คือ ร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 1 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งมาจากการที่คณะอนุกรรมาธิการ ชุดที่มีนายมีชัย วีระไวทยะ เป็นประธาน ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเยาวชนจากทั่วประเทศ มาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก เกี่ยวกับครอบครัว เยาวชน โดยครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือจากรัฐให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข เพียงพอ และมีมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้การแทรกแซงของรัฐ ในการจำกัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อสงวน และรักษาไว้ซึ่งสถานะ ความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว หรือเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน เด็ก เยาวชน สตรี บุคคล ซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ คือ รัฐต้องจัด ส่งเสริม และทำนุบำรุงการศึกษา อบรมทุกระดับ และทุกรูปแบบตลอดจนสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้ ศีลธรรม พัฒนาจิตใจ และปัญญา ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก คือการพัฒนาคุณภาพครู บุคลากรทางการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้าน ให้มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนอย่างแท้จริง โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่วน การประเมินครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษาให้ประเมินจากผลสัมฤทธิ์ในการศึกษาของผู้เรียนเป็นสำคัญ อีกทั้งต่อไปนี้ ในการประเมินการสอนหรือเลื่อนตำแหน่งครู ยกเว้นในมหาวิทยาลัย ให้พิจารณาเลื่อนตำแหน่งจากผลสัมฤทธิ์ในการเรียน ที่แท้จริงของนักเรียนมากกว่าไปดูงานวิจัยอื่นๆ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และจริยธรรม เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัว รวมทั้งต้องสงเคราะห์และจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้อยู่ในภาวะยากลำบาก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

"สมชัย"โพสต์ขอโทษข้าราชการมท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ชี้แจงกรณีเคยออกมาแสดงความเห็นว่า หากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนให้กระทรวงมหาดไทย(มท.) กับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดการเลือกตั้งแทน เปรียบเหมือนเป็นการยื่นดาบให้โจร ว่า เมื่อตนกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนการยื่นดาบให้โจร ฝ่ายที่ถูกเปรียบเทียบอาจร้อนรนด้วยคำพูดดังกล่าว และรู้สึกว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่ให้เกียรติ

แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องการชี้ให้เห็นคือหากการจัดการเลือกตั้งดำเนินการโดยส่วนราชการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนักการเมือง ซึ่งหวังผลแพ้ชนะ และเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียตรงกับการเลือกตั้ง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการสร้างกลไกให้แก่ฝ่ายการเมืองมากำกับจัดการการเลือกตั้งให้เกิดผลในทิศทางที่ตนเองต้องการ จึงไม่ต่างอะไรกับการสร้างดาบขึ้นมาเพื่อปราบคนทุจริต แต่ถูกแย่งเอาไปใช้เพื่อทิ่มแทงคนสุจริต

"ผมเชื่อว่าข้าราชการทุกคนมีศักดิ์ศรี ไม่ยอมปฏิบัติสิ่งที่ผิด แม้นักการเมืองจะต้องการ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่าภายใต้การสั่งการของนักการเมือง ทำให้ข้าราชการเองก็ขาดความเป็นอิสระและมีส่วนไม่น้อยที่จะเพิกเฉยหรือสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จตามที่นักการเมืองต้องการ ทั้งนี้อาจเป็นข้าราชการส่วนน้อย แต่เป็นส่วนน้อยที่มีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูง เป็นหัวขบวน ทำให้ส่วนใหญ่อึดอัดไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผมขออภัยการพูดที่เป็นจริง อาจกระทบต่อความรู้สึกของข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อข้อความดังกล่าว แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสื่อสารเพื่อสะท้อนสิ่งที่เป็นจริง เพื่อเป็นส่วนที่กระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น"นายสมชัย ระบุ

"ไพบูลย์"ชงนายกฯตั้งทีมเร่งรัดคดีม.112

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้เป็นประธานการประชุมวางมาตรการติดตามผู้ต้องหากระทำความผิดคดีหมิ่นเบื้องสูง (มาตรา 112 ) แล้วหลบหนีไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดย พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวหลังการประชุมว่า จากการหารือทำให้พบว่าคณะทำงานที่ตั้งขึ้นเดิมไม่ครอบคลุมการทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการครอบคลุมงาน 4 ด้าน ดังนี้ 1.การบังคับใช้กฎหมาย 2.การต่างประเทศ 3.การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย และ 4.ทำความเข้าใจกับคนในประเทศและต่างประเทศ

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จะเสนอนายกฯ ให้ตั้งคณะอนุกรรมการดูแลทั้ง 4 ด้านให้ครบถ้วน เช่น กระทรวงการต่างประเทศต้องทำหน้าที่ชี้แจงกับต่างประเทศ รวม 10 ประเทศ ที่ได้รับรายงานว่ามีผู้ต้องหาคดี มาตรา 112 เข้าไปพักอาศัย กระทรวงต่างประเทศจำเป็นต้องได้รับการประสานข้อมูลจากฝ่ายปราบปรามเพื่อนำไปชี้แจงถึงข้อกล่าวอ้างที่ผู้ต้องหาหลบหนีระบุว่าเป็นคดีการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นความผิดในคดีความมั่นคงและคดีอาญาอย่างไร

ทั้งนี้หลังจากที่มีการตั้งชุดทำงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ มั่นใจว่าคดีจะมีความคืบหน้า โดยคาดว่าอีก 2 วัน คณะทำงานจะมีความชัดเจนขึ้น