"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ วอนทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่าปลุกระดมมวลชนทำลายความน่าเชื่อถือกฎหมาย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่า สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แรกของการเริ่มต้นทำงานในปี 2558 ตนขอให้ทุกท่านได้ทำงาน และเรียนหนังสือกันอย่างมีความสุข และร่วมกันทำสิ่งดี ๆ ในปีนี้เพื่อประเทศชาติของเรา สำหรับช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมานั้น ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยงานทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครที่ได้ช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชน ในการเดินทางสัญจรไป-มา ทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลงได้จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็ขอให้หน่วยงานได้นำไปวิเคราะห์ถึงสาเหตุ หรือข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อที่จะได้แก้ไขปรับปุรงให้ดีขึ้น สำหรับวันหยุดเทศกาลในห้วงต่อไป
"วันนี้ผมอยากเรียนว่า สิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้นั้น ไม่ต้องการสร้างความขัดแย้ง หรือสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เราพยายามที่จะให้หน่วยงานปกติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนกลับมา วันนี้ประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะคู่ขัดแย้ง ผู้เห็นต่าง แต่ยังมีคนไทยอีกหลายล้านคนที่ต้องการความสงบสุข ต้องการให้มีการพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ควรจะเป็น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การทำงานของ รัฐบาล และ คสช. จึงมุ่งเน้นที่จะลดความขัดแย้ง และเดินหน้าประเทศไปพร้อม ๆ กันด้วย กฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการอำนวยความยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย ซึ่งคงต้องเริ่มจากการนำตนเอง จากการที่ถูกกล่าวหาไม่ว่าจะเป็นผิดหรือถูก เข้ามาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมด้วยหลักฐาน ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ และทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่มีอยู่ ใครที่เข้ามาก็ย่อมได้รับความเป็นธรรมอย่างชัดเจน ถูกผิดก็ว่าไปตามหลักสากล ตามข้อกฎหมาย อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้น ก็ยังสามารถต่อสู้ในวิถีทางตามปกติได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องปลุกระดมมวลชน ซึ่งไม่รู้ข้อเท็จจริงมากนัก เพราะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดร่วมด้วย ต้องมาเสียเวลา เสียเลือดเนื้อ ต้องกระทำผิดกฎหมายไปด้วย ด้วยการอาศัยความเชื่อมั่น และศรัทธาแต่เพียงอย่างเดียว การชี้ผิดชี้ถูกโดย คสช. หรือใช้อำนาจพิเศษนั้น อาจจะดูง่าย หรือเร็ว ทันใจ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในภายภาคหน้าด้วยว่าเราจะอยู่กันอย่างไร แต่ถ้าหากไม่มีเครื่องมือพิเศษหรือ ไม่มี คสช. แล้ว ก็อาจจะทำให้เราอยู่ร่วมกันยากในอนาคต
นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน ได้เปิดโอกาสให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาร่วมในการปฏิบัติงานด้วย ถึงแม้ว่าจะมองว่าอาจจะไม่ทั่วถึงทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายมากนัก หรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากโดยวิธีการปกติ แต่ก็คล้ายกับการมีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อยู่แล้ว เพียงแต่มีงานปฏิรูปเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งคงต้องรอฟังมติสุดท้ายก่อน ในปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุป เป็นการเสนอข้อหารือแนวทางเท่านั้น ขณะนี้เรามีการโต้แย้งกันมากมาย เพราะฉะนั้นต้องรอผลข้อสรุปมาก่อน อาจจะไม่เป็นไปตามนั้นทั้งหมดก็ได้ เพราะว่า คสช. และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ได้พิจารณาเลย ต้องนำมาพิจารณาและสรุปอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร อะไรที่จะเป็นผลดี-ผลเสียต่อประเทศชาติ ได้รับความยอมรับจากสากลหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะได้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส การบริหารราชการแผ่นดินที่มีผลสัมฤทธิ์ ขับเคลื่อนประเทศ แก้ปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และทำให้เกิดผลการปฏิรูปต่อไปในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ผมไม่อยากให้มองเรื่องความขัดแย้ง หรือเรื่องผิด - ถูก แต่เพียงอย่างเดียว ให้มองไกล ๆ มองยาว ๆ เราจะต้องก้าวให้พ้นจากกับดักต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในระบอบประชาธิปไตยด้วย และในส่วนของความขัดแย้ง ข้อกฎหมายต่าง ๆ มีมากมาย
" การทำงานของ คสช. และรัฐบาลในห้วงเวลานี้ อยากจะเรียนว่า เราทำทุกปัญหา ปัญหาเล็ก ๆ ก็ทำ ปัญหาใหญ่ ๆ ก็ทำ เพราะปัญหาเล็กนั้นเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง และรุกลามไปสู่ปัญหาใหญ่ ๆ ที่มีความทับซ้อนอยู่หลายปัญหาด้วยกัน ที่ผ่านมานั้นอาจจะไม่ได้รับการแก้ไข หรือเตรียมการไว้ล่วงหน้า ในรัฐบาลที่ผ่านมาโดยอาจจะมีการประกันความเสี่ยงน้อยไป หรือขาดการมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อย่างเช่น ราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืน เราจะทำได้อย่างไร ระบบจะแก้ไขอย่างไร เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรเอง ในด้านเทคโนโลยี การรวมกลุ่มสหกรณ์ขนาดเล็ก รวมกลุ่มนาขนาดเล็ก หรือพืชอื่น ๆ ให้สามารถสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเองได้ ด้วยตัวเกษตรกรเอง และรัฐเข้าไปดูแลช่วยเหลือ การมีตลาดกลางของเกษตรกรโดยตรงนั้นจำเป็นในขณะนี้ จะได้ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางทุกเรื่อง ทุกผลิตผล เกษตรกรต้องมีความรู้เรื่องการตลาดด้วยตัวเองด้วย จะได้รู้ราคา รู้ความต้องการของตลาดในปัจจุบันว่าต้องการประเภทไหน ชนิดไหน จะได้ผลิตมาให้ตรงความต้องการ ในการปรับใช้เทคโนโลยีให้เป็นการใช้การเกษตรสมัยใหม่ มีด้านวิชาการเข้าไปด้วย ไม่ใช่อาศัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว การใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ที่ไร้สารเคมี ผลิตปุ๋ยเองด้วย ปลูกพืชที่มีความต้องการของสังคม ของประชาชนในปัจจุบันก็คือการปลูกพืชที่ไร้สารเคมี " นายกฯ กล่าว





