วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจ้าท่าลุย'ปากบารา'คาดเริ่มก่อสร้างปี61

เจ้าท่าลุย "ปากบารา" คาดเริ่มก่อสร้างปี61 ดึงเอกชนพัฒนาท่าเรือเจ้าพระยาเชิงพาณิชย์

กรมเจ้าท่าเร่งแผนปี 58 เผยได้งบประมาณ 2,600 ล้านบาท ลุยพัฒนาท่าเรือโดยสารเจ้าพระยา เปิดเอกชนเข้าพัฒนาท่าเรือเชิงพาณิชย์ พร้อมเดินหน้าสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา คาดเริ่มก่อสร้างปี 2561

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ปีนี้ กรมฯเร่งแผนการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ภายใต้วงเงินรวม 2.6 พันล้านบาท โดยมีแผนพัฒนาท่าเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 17 แห่ง วงเงิน 70 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2558 จะสามารถดำเนินการพัฒนาท่าเรือโดยสารในเบื้องต้นได้จำนวน 8 ท่า วงเงิน 14 ล้านบาท

โดยการพัฒนาท่าเรือนั้นจะกำหนดให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารและหารายได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา มีความสนใจที่จะเข้ามาดำเนินการท่าเรือปิ่นเกล้า ท่าเรือสาทร และท่าเรือนนท์ ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จในครึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตามในการดำเนินการพัฒนาท่าเรือแต่ละแห่ง กรมต้องเร่งเจรจากับกรมธนารักษ์เกี่ยวกับการเช่าพื้นที่ท่าเรือเชิงพาณิชย์ลงเหลือประมาณ 20-25% เพื่อให้เอกชนเกิดแรงจูงใจในการเช่าพื้นที่โดยคาดว่าเดือน ม.ค. 2558 นี้จะสามารถสรุปรายละเรื่องค่าเช่าได้

กรมฯยังดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งในแม่น้ำป่าสักและสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง วงเงิน 2,070 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะได้ผู้รับเหมาภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2558 รวมถึงการจ้างเหมาขุดลอกร่องน้ำทางเข้าท่าเรือกรุงเทพร่องที่ 2 วงเงิน 60 ล้านบาท

กรมฯยังเสนอของบกลางปีงบประมาณ 2558 ประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์(เอสอีเอ)โครงการก่อสร้างท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล หลังจากก่อนหน้านี้ได้จัดรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ไปแล้ว โดยการจัดทำเอสอีเอจะใช้เวลาประมาณ 10 เดือนคาดว่ากลางปี 2559 จะแล้วเสร็จ และทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ)ไปด้วย ดังนั้นอย่างเร็วสุดคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2565

“หากรัฐบาลเห็นความสำคัญและผลักดันโครงการจะเดินหน้าก่อสร้างได้แน่นอน โดยปัจจุบันถือว่าช้ากว่ากำหนดแล้ว เพราะเดิมจะต้องก่อสร้างในปี 2558 เมื่อเลื่อนออกไปจะทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก 20% จากงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หากไม่สามารถก่อสร้างได้ตามแผนในปี 2561 ก็ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าก่อสร้างอีก เพราะจะช้าเกินไป ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าจะหันไปใช้ท่าเรือใกล้เคียงจนหมด เช่น ท่าเรือปีนัง ของมาเลเซีย”นายจุฬา กล่าว

นายจุฬา กล่าวว่า กรมฯมีแผนจะก่อสร้างท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่(ครูซส์)จังหวัดกระบี่ และเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบ คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อให้ท่าเรือเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)การขนส่งทางน้ำ ซึ่งจะมีทั้งท่าเรือสำราญ เรือโดยสาร และท่าเทียบเรือท่องเที่ยวในทะเลอันดันดามัน แบบครบวงจร

"จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าในแต่ละปีจะมีเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารกว่า 2,000 คนต่อลำ เข้ามาท่องเที่ยวและจอดอยู่กลางทะเลเพื่อนั่งเรือเล็กเข้ามาเทียบเป็นจำนวนมาก เรือขนาดกลางที่มีผู้โดยสารระหว่าง 950-2,000 คนต่อลำ และเล็กที่มีผู้โดยสารไม่เกิน 950 คนต่อลำ มีประมาณ 4-5 แสนคนต่อปีที่จอดเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ต และเมื่อรวมทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านคนต่อปี หากก่อสร้างสำเร็จจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล"