"สปช." เห็นชอบส่งเรื่อง "คสช.-กสทช." ออกกฎคุมคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นวินาที หลังพบเอาเปรียบปชช.
เสนอออกมาตรการให้ผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์ คืนเงินประชาชน พร้อมอภิปรายสับ “กสทช.” ไม่ทำหน้าที่ตัวเอง ใช้เงินภาษีไปเที่ยวตปท.
ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติเห็นชอบรายงานศึกษา เรื่อง การกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาที ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สปช. พิจารณาเสร็จแล้ว ด้วยเสียงเห็นชอบ 211 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 7 เสียง หลังจากที่ได้รับฟังผลการศึกษา โดยน.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธาน กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค นำเสนอว่า ขณะนี้รายได้ผู้ประกอบการ บริษัท ทรู มีรายได้รวมปี 56 มูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท ดีแทคมีรายได้ 9.4 หมื่นล้านบาท และเอไอเอส มีรายได้ 1.4 แสนล้าน ขอยกตัวอย่างการคิดค่าบริการของสหภาพยุโรป มีข้อกำหนดเรื่องการคิดค่าบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (โรมมิ่ง) โดย คิดค่าโทรขั้นต่ำที่ 30 วินาทีแรก จากนั้นตั้งแต่วินาที 31 เป็นต้นไป ให้คิดค่าโทรตามระยะเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาทีทั้งหมด ทั้งนี้จากการสำรวจการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกสทช. ค่าบริการในระบบเติมเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 341 บาทต่อเดือน ส่วนระบบรายเดือนอยู่ที่ 716 บาท ถ้าเฉลี่ยทั้งสองระบบมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 415 บาทต่อเดือน โดยค่าโทรระบบเติมเงินอยู่ที่ 1.20 บาท ระบบรายเดือนอยู่ที่ 1.70 บาท เฉลี่ยทั้งสองระบบค่าโทรอยู่ที่ 1.30 บาท
น.ส.สารี รายงานด้วยว่า ประเด็นความเสียหายต่อผู้บริโภคนั้น คิดกันง่ายๆ หากมีการคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที จะช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ได้วันละ 1 นาที คิดเป็น 1.33 บาท ซึ่ง 1 เดือน จะประหยัดได้ 40 บาทต่อคน ประเทศไทยมีหมายเลขโทรศัพท์ 94 ล้านเลขหมาย จะประหยัดเงินได้เดือนละ 3,591 ล้านบาท หรือปีละ 43,092 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสมาชิกที่อภิปราย ได้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอที่มีสาระสำคัญคือ เพื่อให้เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่ให้ถูกผู้ประกอบการธุรกิจบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เอาเปรียบในเรื่องการคิดค่าบริการ แล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องให้ความเห็นชอบในหลักการการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาที รวมถึงให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พ.ศ.2553 มาตรา 31 วรรคสอง ให้ออกคำสั่งห้ามผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง คิดค่าบริการโดยปัดเศษเป็นวินาทีขึ้นเป็นหนึ่งนาที เนื่องจากเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค และเร่งออกประกาศ หรือหลักเกณฑ์ว่าด้วยการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่อาศัยการใช้งานเครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กสทช. พ.ศ.2553 มาตรา 27 (9) ออกหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง คิดค่าบริการตามระยะเวลาที่ใช้งานจริงเป็นวินาทีโดยไม่ปัดเศษเป็นนาที
สำหรับการอภิปรายและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการดำเนินในกมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค คือ การตรวจสอบและเร่งปฏิรูป กสทช. ให้เป็นองค์กรที่มีบทบาทในการกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง กิจการโทรคมนาคมให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช. อภิปรายว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องดังกล่าวถือเป็นหน้าที่ของ กสทช. ที่ต้องดำเนินการ แต่ที่ผ่านมากสทช. รวมถึงเจ้าหน้าที่ละเลยการทำหน้าที่และใช้เงินภาษีของประชาชนเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศเพื่อความสนุกเท่านั้น โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่กมธ.ปฏิรูปที่เกี่ยวข้อง คือ กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค และ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องร่วมกันศึกษาคือการปฏิรูป กสทช. รวมถึงการปฏิรูปในระดับโครงสร้างในธุรกิจให้บริการดังกล่าว โดยเบื้องต้นต้องหามาตรการให้ผู้ประกอบธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวคืนเงินที่เอาเปรียบประชาชนไปก่อนหน้านี้ ในลักษณะการให้เป็นเครดิตเพื่อใช้เป็นค่าโทรศัพท์ระยะต่อไป หรือคืนเงินให้กับประชาชนที่เสียประโยชน์ โดยในข้อเสนอและผลอภิปรายนั้น ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบ ด้วยเสียง 213 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียงและงดออกเสียง 6 เสียง





