กนอ.เดินหน้านิคมอุตสาหกรรมยางพารา จ.สงขลา เปิดเวทีรับฟังความคิดปชช. คาดมีโรงงานลงทุน 6.3 พันล้านบาท
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา จ.สงขลา ว่า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กนอ.ได้ลงพื้นที่เปิดเวทีจัดกิจกรรมสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ “โครงการศึกษาความเหมาะสม และออกแบบนิคมอุตสาหกรรมยางพารา ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา” ร่วมผู้นำชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ 12 ชุมชน
เบื้องต้นภาคชุมชน ได้แสดงความคิดเห็นพร้อมเสนอแนะต่อกนอ.ในการพัฒนาจัดตั้งนิคมฯยางพารา โดยต้องการให้ผู้พัฒนานิคมฯมีการดำเนินงานในด้านต่างๆ ดังนี้ 1.การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในนิคมฯในด้าน กลิ่น ฝุ่น และน้ำเสีย 2.นิคมฯจะต้องมีการจัดตั้งระบบกองทุนด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมความพร้อมให้บริการ ดูแล และเยียวยา ในกรณีฉุกเฉินทันท่วงที 3.จะต้องจัดตั้งศูนย์พยาบาล โรงพยาบาล และหน่วยรถกู้ภัยให้พร้อมบริการ
4.ชุมชนในพื้นที่รอบนิคมฯจะต้องได้รับโอกาสในการเข้าสู่การทำงานในนิคมฯมากขึ้น และ5.กนอ. จะต้องมีการจัดกิจกรรมสัมมนารับฟังความคิดเห็นไปยังชุมชนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณรอบนิคมฯเพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการต่างเห็นด้วยกับการจัดตั้งนิคมฯ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมรองรับอุตสาหกรรมยางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจำนวนมาก หากการจัดตั้งนิคมฯแล้วเสร็จจะมีส่วนช่วยเรื่องการซื้อยางพาราให้มีเสถียรภาพดีขึ้น
“นิคมฯแห่งนี้มีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์ยางพารา ทั้งด้านการผลิต การค้า และการบริการ ทำให้เกิดการแปรรูปยางพาราที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงในการนำผลิตผลยางพาราเข้าสู่การแปรรูป สนับสนุนให้เกิดผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ได้มาตรฐานสากล และเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศไทยต่อการแข่งขันกับตลาดการค้าโลกในอนาคต” นายวีรพงศ์ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด อยู่ระหว่างการดำเนินงานการพัฒนาพื้นที่ ระยะที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา พื้นที่ ประมาณ 755 ไร่ โดยคาดว่าจะดำเนินการเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2558 แล้วเสร็จในปี 2560 ซึ่งการพัฒนาโครงการดังกล่าว คาดว่าจะมีการปรับตัวของราคายางพาราดีขึ้น และจะเกิดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมประมาณ 6.3 พันล้านบาท มีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าเพิ่มประมาณ 3.7 พันล้านบาท/ปี และเกิดการจ้างงานโดยตรงในพื้นที่ประมาณ 3 พันคน.





