(รายงาน) "วันชัย"ย้ำพ.ค.58ชี้อนาคตรัฐบาล จี้ใช้อำนาจพิเศษแก้ปัญหาชาติ
การเมืองปี 58 ร้อนแรงแน่...ประเด็นนี้ไม่มีใครเถียง
ทว่าแนวทางสยบความรุนแรงที่หลายคนพุ่งเป้าไปที่การจัดการบรรดา "คลื่นใต้น้ำ" นั้น วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งรั้งตำแหน่งโฆษกวิป สปช. กลับมองต่างจากคนอื่น โดยเขาเห็นว่าผลงานของรัฐบาลเองต่างหากที่จะช่วยประคองรัฐนาวาให้ฝ่าคลื่นลมแรงไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ส่วน "คลื่นใต้น้ำ" ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในระดับที่น่าหนักใจ!
"สถานการณ์การเมืองนับจากนี้เป็นต้นไปจนถึงกลางปี 58 เชื่อว่าจะอยู่ในช่วงของการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างแรง แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จะก่อความรุนแรงใดๆ เชื่อว่าจะยังไม่มี ใครที่อยู่ใต้ดินก็คงอยู่ใต้ดินต่อไป ใครที่สะสมกำลังรอคอยโอกาส ก็คงต้องรอคอยต่อไป" วันชัยประเมินในเบื้องต้น
เขามองว่า ภารกิจการแก้ไขปัญหาประเทศ ยังคงอยู่ที่คณะรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นหลัก เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะได้รับความนิยม จะเป็นที่ชมชอบของประชาชนหรือไม่ อยู่ที่ผลงานของรัฐบาลทั้งสิ้น
ขณะที่ สปช. ประเด็นการทำงานที่จะค่อยๆ เปิดขึ้นในปี 58 จะเป็นกระแสร้อนขึ้นตามลำดับ และจะทำให้เกิดกระแสเคลื่อนไหวของสังคมในลักษณะที่มีการกระพือโหมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช.ก็อยู่ในสถานะที่จะสร้างกระแสให้คนตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง
"การเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวที่ใช้กำลังหรือความรุนแรง แต่เป็นการปะทะทางความคิดเห็น คำพูด เชื่อว่าการเคลื่อนไหวลักษณะนี้จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่รัฐธรรมนูญจะยกร่างเสร็จในเดือน เม.ย.58 การเคลื่อนไหวให้มีเรื่องนั้นเรื่องนี้จะไม่ได้เงียบเหมือนตอนที่มีการรัฐประหารใหม่ๆ แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะการระดมความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย"
เขาเห็นว่าหาก สปช.ยังทำงานเพียงงานวิชาการเหมือนที่ผ่านมาๆ มา จะทำให้ประชาชนหมดหวัง หมดศรัทธา เพราะฉะนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไป จนถึงก่อนที่รัฐธรรมนูญจะร่างเสร็จ คือประมาณเดือน พ.ค.58 สปช.จะต้องมีผลงานมากๆ เป็นผลงานในลักษณะกดดันและผลักดันว่ารัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน อย่ารอแต่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบ
"การเคลื่อนไหวของ สปช.จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาประเทศ ถ้ารัฐบาลไม่ทำ ก็จะถูกกดดันทั้งจาก สปช.และประชาชน อยู่มาจะครบปีแล้ว ยังไม่เห็นจะปราบปรามเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันได้เลย อย่างนี้เป็นต้น”
"ถ้าหากรัฐบาลยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำได้ภายในเดือน ม.ค.-พ.ค. ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถประคองตัวเองให้อยู่จนครบวาระ แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ประกอบกับเรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องขัดแย้งอยู่แล้ว ก็จะมีการเอาเรื่องเหล่านี้มาผสมปนกัน กลายเป็นกระแสในการกดดันรัฐบาล อาจจะทำให้รัฐบาลชุดนี้มีปัญหาขนาดหนัก เพราะคนจะคิดว่าทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็ยังแก้ไขปัญหาพื้นฐานต่างๆ ภายในประเทศไม่ได้"
เขาย้ำว่า หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในเดือน พ.ค.58 ซึ่งรัฐบาลจะอยู่ครบวาระ 1 ปี (นับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจ) แล้วยังไม่เห็นผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ก็เชื่อว่าความขัดแย้งที่ซ่อนตัวอยู่จะเกิดขึ้น
"เมื่อความขัดแย้งปรากฏแล้ว อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนตัวหรือเปลี่ยนอำนาจหรือแย่งชิงอำนาจก็เป็นไปได้ แต่จะถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหารซ้อนหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ เพราะการปฏิวัติรัฐประหารซ้อนที่มีคนพูดๆ กัน บางทีอาจจะไม่ต้องถึงขั้นเข้าใช้กำลังมายึดในแบบเก่าก็ได้ แต่อาจจะเปลี่ยนตัวคน เปลี่ยนตัวผู้นำ หรือเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นคีย์แมนสำคัญในการแก้ปัญหา"
วันชัย บอกด้วยว่า หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องไม่รักษาสถานะไว้แล้วทำงานแค่เดินตามโรดแมพ เพราะจะทำให้ความนิยมของรัฐบาลลดน้อยลง
"ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องนำประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาว่าจะทำอะไร แต่ไม่ใช่ประชานิยมแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีต และไม่ใช่การเอาเงินงบประมาณของรัฐไปละเลงเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง แต่จะต้องมีวิธีการหรือวิธีคิดทำให้ราคายางดีขึ้น แก้ปัญหาแล้วคนใต้เอาคุณไปอยู่ในหัวใจ ราคาสินค้าเกษตรกรต่างๆ ที่แก้ไขแล้วทำให้เกษตรกรประทับใจ หรือปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องให้มีการเสนอจากคณะปฏิรูป รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ อะไรที่ไม่เป็นธรรมก็สามารถจัดการได้ทันที"
"ข้าราชการคนไหนโกงกิน ทุจริต คอร์รัปชัน ก็ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จลงดาบเลย ชาวบ้านคนยากคนจนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ควรใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเข้าไปช่วยทันที ต้องอาจหาญ กล้าได้กล้าเสีย แต่รัฐบาลชุดนี้เท่าที่ผมมองก็พยายามประคองในลักษณะไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ที่เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ สิ่งที่ไม่กล้าทำจึงทำให้เหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ไม่มีอะไรแตกต่าง"
"ขณะนี้เรายังไม่เห็นการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาประเทศ แต่เราเห็นการทำงานในลักษณะรูทีน (ทำงานประจำ) มีข้าราชการโกงกิน คอร์รัปชัน ก็บอกว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอน ทั้งที่มันต้องกล้าฟันบ้าง เชือดไก่ให้ลิงดูบ้าง การแต่งตั้งโยกย้ายยังเป็นอย่างระบบเดิม ยังเล่นพรรคเล่นพวก แม้แต่กระทั่งวงการตำรวจ ผมก็ยังเห็นแบบเดิม ทั้งๆ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ไม่กล้าทำ"
วันชัย สรุปว่า ถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ขยับเขยื้อนตั้งแต่เดือน ม.ค.58 เป็นต้นไป จนกระทั่งถึงเดือน พ.ค.58 จะทำให้ความนิยมของรัฐบาลลดน้อยลง เมื่อความนิยมลดน้อยลง องคาพยพต่างๆ ที่ได้แต่งตั้งมา ทั้ง สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเสื่อมลงไปด้วย สุดท้ายบ้านเมืองก็จะวนกลับสู่ปัญหาเดิม
"ผมเห็นว่า สปช.จะต้องมีส่วนผลักดันที่สำคัญในการทำให้เห็นประจักษ์เลยว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้ปัญหาการเมืองและบ้านเมืองได้จริง และต้องมีกลไกไม่ให้ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้อำนาจโกงกินเหมือนที่ผ่านมา ถ้า สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ร่างมาแล้วเหมือนเดิม ทำมาแล้วเหมือนเดิม คนเขาก็จะบอกว่ามีไปทำไม และก็จะเป็นแรงกดดันที่กระแทกไปยัง คสช.ด้วย"
"จนถึงขณะนี้ เรื่องลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องปฏิรูปตำรวจ สปช. ยังไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม ถ้าทำอะไรไม่ได้จริงๆ สุดท้ายบ้านเมืองก็จะแตกแยก ถ้า สปช.ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำไปเป็นประเด็นให้รัฐบาลทำ เชื่อว่าทั้ง สปช.และรัฐบาลก็จะตกต่ำ และถูกกระแสผลักดัน รวมทั้งอาจจะเกิดการลุกฮือจากประชาชนที่ไม่พอใจ จนทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ในที่สุด"
................................................................
อำนาจเบ็ดเสร็จของหัวหน้า คสช.
สำหรับอำนาจเบ็ดเสร็จของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ วันชัย สอนศิริ และคนในแวดวงการเมืองอีกหลายคนมองว่ายังไม่เคยถูกใช้ และเสี่ยงจะ "เสียของ" จนกระทบกับสถานะของรัฐบาลและการรัฐประหารนั้น บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 44
เนื้อหาเขียนเอาไว้แบบนี้ "ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร
ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว"
นี่คืออำนาจเต็มที่เขียนไว้ครอบคลุมทั้ง 3 อำนาจอธิปไตยให้อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ทั้งคณะ หนำซ้ำยังกำหนดให้เป็น "ที่สุด" ด้วย
ในทัศนะของ วันชัย เขาเห็นว่าหากไม่ใช้อำนาจ จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น และบ้านเมืองจะไม่มีทางสงบสุข
"จะปฏิรูปอะไร ร่างกฎหมายอะไร ร่างรัฐธรรมนูญให้สุดยอดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่หากแก้ปัญหาเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ในชาติไม่ได้ อย่าหวังว่าประเทศจะสงบสุข การปรองดองสมานฉันท์อยู่ที่ตัวการเมืองเป็นสำคัญ พรรคการเมือง นักการเมืองชวนชาวบ้านมาทะเลาะกัน ดังนั้น สปช. และรัฐบาล หรือคนทั้งหมดใน คสช. ต้องร่วมมือพุ่งเป้าสำคัญที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ โดยผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบันจะต้องสร้างกลไกให้นักการเมืองและพรรคการเมืองลดราวาศอกกัน"





