"พท.-ปชป." โบ้ยกกต.ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง 3พันล้านเอง "สุรพงษ์" ชี้ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์"แค่รักษาการ
ไม่มีอำนาจเต็ม อย่าโยนความผิดให้ผู้อื่น ด้าน "นิพิฎฐ์" ลั่นเคยเตือนแล้วเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ แต่ไม่ฟัง เชื่อกกต.ไม่กล้าฟ้อง-ปล่อยเรื่องเงียบไปเอง "ถาวร" จี้กกต.ต้องชัดเจนก่อนว่าฟ้องใครทำเลือกตั้งล่ม "กมธ.ยกร่างรธน." ไฟเขียว "สื่อไทย-เทศ-คณะทูต" ฟังถกรายมาตรา
หลังนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง ออกมาเปิดเผยว่า กกต.เตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหาย 3,000 ล้านบาทกับผู้ที่มีเกี่ยวข้องทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ เพื่อเรียกเงินคืนแผ่นดินนั้น
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.ต่างประเทศ จากพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต.แบบเต็มๆ เพราะเมื่อมีการยุบสภา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนั้น เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่มีอำนาจเต็ม การจะทำอะไรต้องขออนุมัติจาก กกต. ซึ่งเรื่องการเลือกตั้งรัฐบาลรักษาการในขณะนั้นก็อำนวยความสะดวกให้กับ กกต.อย่างเต็มที่ งบประมาณก็อนุมัติตามที่ กกต.ร้องขอทั้งหมด
ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดพลาดเพราะมีการขัดขวางการเลือกตั้งจนเกิดความเสียหาย กกต.จะต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนจะไปไล่บี้เอาผิดกับใครหรือเรียกร้องความเสียหายจากใครต่อ เป็นเรื่องที่ กกต.จะต้องไปดำเนินการอีกทอดหนึ่ง ไม่ควรโยนความผิดให้ผู้อื่น
"อำนาจหน้าที่ของ กกต.มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า สามารถเรียกหน่วยงานต่างๆ มาช่วยสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งได้เต็มที่ แต่ไม่ดำเนินการเองแล้วจะโทษใคร จะโทษรัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่ได้ เพราะไม่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ นายสมชัย ควรทบทวนตัวเองให้ดี งบประมาณก็รับไปเต็มๆ 3 พันล้านบาท อย่าโบ้ยให้คนอื่นเลย"นายสุรพงษ์ ระบุ
ปชป.โบ้ยกกต.รับผิดชอบค่าเลือกตั้ง
ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวเช่นกันว่า ความจริงหาก กกต.ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง ความเสียหายก็ไม่เกิดขึ้น แต่ กกต.รู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ แต่กลับยังยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งต่อไป ส่วนตัวเห็นว่าคนที่ควรใช้ค่าเสียหาย 3,000 ล้าน คือ กกต.ไม่ใช่รัฐบาล
"ผมเคยแนะนำ กกต.ในช่วงนั้นว่า หาก กกต.ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลให้จัดการเลือกตั้ง ก็ถือว่ามีความขัดแย้งระหว่างองค์กรเกิดขึ้นแล้ว ก็ให้กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความรับผิดชอบของ กกต.ก็จะหมดไป แต่ กกต.ยอมจัดการเลือกตั้งเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าขัดต่อกฎหมาย จนผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดย กกต.ไม่ได้ทำอะไรเลย ความผิดเกิดจากการกระทำของ กกต.มากกว่ารัฐบาลเสียอีก"
เชื่อกกต.ไม่กล้าฟ้อง-เรื่องเงียบ
นายพิฏฐ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่ไม่ขึ้นอยู่ในการบังคับบัญชาของรัฐบาล การอ้างว่าถูกรัฐบาลบังคับให้จัดการเลือกตั้ง จึงรับฟังไม่ได้ และตนกล้าเดิมพันว่า หากมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจริง รัฐบาลจะต้องเรียก กกต.มาเป็นจำเลยร่วม จึงค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่จะต้องจ่ายค่าเสียหาย 3,000 ล้าน จะเป็น กกต.ไม่ใช่รัฐบาล ซึ่งที่สุดแล้ว กกต.คงไม่กล้าฟ้องใคร และเรื่องจะเงียบไปเอง เงินแผ่นดิน 3,000 ล้าน ก็จะหายไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ เชื่อไม่เชื่อให้คอยจับตาดูว่าเป็นไปตามที่ตนบอกหรือไม่
กปปส.ชี้กกต.ต้องชัดเจนก่อนฟ้องใคร
นายถาวร เสนเนียม แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) กล่าวเรื่องเดียวกันว่า อยากให้สติปัญญาต่อกกต. ต้องคิดให้ชัดเจนว่าจะฟ้องใคร ไม่ใช่ทำลับๆ ล่อๆ
ทั้งนี้การที่นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย บอกว่าให้เรียกร้องค่าเสียหายจาก กปปส.นั้น เห็นว่าหลักการการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดนั้น ผู้ที่กระทำการละเมิดต้องให้เกิดผลโดยตรง และผลของการกระทำทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็ต้องไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นโมฆะเพราะอะไร การฟ้องก็ต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำและเลือกตั้งเป็นโมฆะ ใครเป็นคนกระทำ
"เพราะหากจะฟ้อง กปปส.นั้น เหตุที่เกิดขึ้นห่างจากการกระทำของเรามาก เช่น ผมปราศรัยอยู่ที่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่เหตุเกิดที่จังหวัดไหนก็ไม่รู้ หรือแกนนำกปปส.ปราศรัยอยู่บนเวทีเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ไปปิดหน่วยเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามถือว่าคิดไม่ถูกต้องหากจะฟ้องกปปส. เป็นการไม่รู้กฎหมาย อยากให้คนที่พูดไปศึกษากฎหมายใหม่ก่อนที่จะพูดด้วย"
ด้านนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะนักวิชาการกลุ่ม กปปส.ปฏิเสธที่จะตอบคำถามหรือให้ความเห็นต่อประเด็นที่กกต.เตรียมดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ ระบุเพียงว่า ตนถือมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว
กมธ.ยกร่างถกปม"ที่มานายกฯ"วันนี้
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการประชุม กมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 23 ธ.ค. ว่า จะเป็นการพิจารณาในรายละเอียด ข้อมูล รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในประเด็นการเมือง ประกอบด้วย รัฐสภา, ที่มาของนายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี (ครม.)
ทั้งนี้ในประเด็นของที่มานายกฯ ซึ่งมีข้อเสนอที่เห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันนั้น เบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ลงมติชี้ขาดหรือไม่ อย่างไรก็ตามในประเด็นที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นต่างกันมากๆ และไม่สามารถหาข้อสรุปได้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอาจให้พักประเด็นเพื่อพิจารณากันภายหลัง หรือวันอื่น
ไฟเขียวสื่อ-ทูตฟังถกรธน.รายมาตรา
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของกมธ.ยกร่างฯว่า ขยายเวลาให้คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ เลขากมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน เพื่อจัดทำให้สมบูรณ์มากขึ้นจนถึงวันที่ 11 ม.ค.2558 เมื่อเสร็จแล้วก็ให้นำเสนอสู่การพิจารณาของกมธ.ยกร่างฯในวันที่ 12 ม.ค. โดยไม่ต้องส่งกลับไปยังคณะอนุกมธ.สารัตถะทั้ง 10 คณะ พิจารณาอีก ส่วนการพิจารณารายมาตราของกมธ.ยกร่างฯ ก็อาจจะมีการเชิญ คณะอนุฯทั้ง 10 ด้าน มาให้ข้อมูล
ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างฯ ก็จะทำการเชิญสื่อมวลชนทั้งของไทยและต่างประเทศเข้ารับฟังการพิจารณายกร่างฯรายมาตรา ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. เป็นต้นไป แต่จะมีการยกเว้นในบางภาคบางหมวด ที่ประเด็นละเอียดอ่อน นอกจากนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ก็มีความคิดที่จะเชิญคณะทูตานุทูต เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาด้วยเช่นกัน
อนุมัติงบ256ล.ให้กมธ.ปฏิรูป-ทีมร่างรธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการพิจารณางบประมาณเพื่อดำเนินการภายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูป 18 คณะ และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยล่าสุด นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ได้เห็นชอบในการจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 256,184,600 บาท แบ่งเป็น 1. ค่าใช้จ่ายของ กมธ.ประจำสปช. จำนวน 24 คณะๆ ละ 7.6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 182,400,000 บาท
โดยมีรายละเอียด คือ เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ รวม 24 ล้านบาท หรือแบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท, เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารเลี้ยงรับรองต่อกมธ.ปฏิรูป รวม 86.4 ล้านบาท หรือแบ่งเป็นคณะละ 3.6 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของ กมธ.ปฏิรูป รวม 24 ล้านบาท หรือแบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายเพื่อการสัมมนาของ กมธ. รวม 24 ล้านบาท หรือแบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายการเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศของ กมธ.ปฏิรูป รวม 24 ล้านบาทหรือแบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท
2.ค่าใช้จ่ายของ อนุ กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจำจังหวัด รวม 77 คณะ ได้รับการจัดสรรงบ รวม 23,100,000 บาท แบ่งเป็นจังหวัดละ 300,000 บาท
3.ค่าใช้จ่ายใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 50,684,600 ล้านบาท มีรายละเอียด คือ เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ รวม 975,000 บาท, ค่าอาหารเลี้ยงรับรองกมธ. และ คณะอนุ กมธ. รวม 23,709,600 บาท, ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รวม 10,000,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการสัมมนา รวม 16,000,000 บาท





