ชำแหละ'ระบบเลือกตั้งไทย'

(รายงาน) ชำแหละ"ระบบเลือกตั้งไทย" เปลี่ยนบ่อยเกิน-ไม่มีความหมาย
พลันที่มีการเสนอแนวคิดการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง ก็มีเสียงคัดค้านตามมาจากหลายฝ่าย ที่เป็นห่วงเป็นใยว่าจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังเกิดขึ้น
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มูลนิธิเอเชีย ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสังคมและการเมืองจึงได้จัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง "ระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนทุกเสียงประชาชน" เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง ซึ่งนักวิชาการต่างลงความเห็นว่าไม่ควรที่จะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งบ่อยๆ และอย่ามองว่าคนออกกฎควบคุมการเลือกตั้งสามารถบังคับพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนได้
นายสติธร ธนานิติโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่กังวลคือเรื่องจำนวนที่นั่ง ส.ส.ไม่สะท้อนจำนวนคะแนนเสียงของประชาชน
"ในขณะที่เราคิดกันหลากหลาย หลายประเด็น แต่เชื่อหรือไม่ คนที่ร่างรัฐธรรมนูญเขาคิดกันแค่ 1-2 ประเด็นเท่านั้น เช่น ประเด็นไม่ให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง เรื่องทำอย่างไรให้คนได้คนไม่ได้ มันเป็นไปในลักษณะนั้น แล้วจะทำให้ตรงนี้ออกมาเป็นลักษณะที่แคบ"
นายสติธร กล่าวว่า คนที่เป็นปัญญาชนชั้นนำ และคนมีอำนาจของไทย คิดว่าเขาสามารถออกแบบกติกาแล้วไปเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนได้ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้ไปเปลี่ยนพฤติกรรมคนในทันที แต่ต้องไปเปลี่ยนที่ทัศนคติ ความคิดความอ่านก่อน แล้วถึงค่อยแปลงตรงจุดนั้นไปเป็นพฤติกรรม ซึ่งต้องใช้เวลา
"ไม่ใช่ว่าไปเปลี่ยนตลอด แต่หากเขาลองปล่อยไปสักครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 อะไรที่เขาคิดไว้ตั้งแต่ต้น มันอาจจะเปลี่ยนแปลงตามที่เขาคิดก็ได้ แต่มันไม่ทันที"
ในความเห็นของนายสติธร สนับสนุนการใช้ระบบเลือกตั้งแบบผสม (แบบแบ่งเขตรวมกับบัญชีรายชื่อ) เพราะเป็นระบบที่ประเทศที่ต้องการให้การเมืองแข็งแรง มั่นคง จะใช้ระบบนี้กันทั้งสิ้น
"มีบางท่านบอกว่า ระบบปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีประโยชน์ แต่ผมมองว่ายังไงเราก็ต้องมีระบบพรรคการเมือง และถ้าไม่มีระบบพรรคการเมือง เราจะย้อนกลับไปก่อนปี 2540 ที่พรรคต้องไปง้อนักการเมือง คือต้องไปซื้อตัวนักการเมือง หรือส.ส. เพื่อให้ได้คะแนนเสียง แต่ระบบปาร์ตี้ลิสต์จะทำให้ ส.ส.ต้องมาง้อพรรค อยากอยู่อันดับ 1 ถึงไหมล่ะ แล้วจะบริจาคเงินเข้าพรรคเท่าไหร่ มันทำให้พรรคมีอำนาจต่อรอง และยังต้องมีแบบแบ่งเขตไว้ เพราะนักการเมืองชอบ เข้าถึงประชาชนได้ง่าย และประชาชนก็ยังคุ้นชินกับการมีผู้แทน"
ด้านนายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 2540 ความคาดหวังกับการแสดงพฤติกรรมของประชาชน ไม่สอดคล้องกัน วิธีการเลือกตั้งของประชาชนไม่สอดคล้องกับระบบเลือกตั้งที่ถูกออกแบบ
"เราออกแบบให้มีปาร์ตี้ลิสต์กับแบบแบ่งเขต เพื่อหวังว่าจะให้ประชาชนเลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ชอบ แบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง พูดเสมอมา แต่กลับกลายเป็นการเลือกพรรคที่ชอบเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการออกแบบการเลือกตั้งแบบนี้ก็เลยไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนที่ออกแบบ"
ส่วน ผศ.ดร.พรรชฏา ศิริวรรณบุศย์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คนในสังคมไทยมีด้วยกันหลายกลุ่มด้วยกัน เช่น ผู้หญิง คนจากอาชีพต่างๆ ในส่วนนี้ไม่ได้มีการส่งตัวแทนของกลุ่มเข้ามามีส่วนรวมอย่างเต็มที่
"แล้วเรายังสับสนกันอยู่ในเรื่องการจัดระบบเลือกตั้ง ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการสมาชิกที่เข้าอยู่ในสภาแบบไหนกันแน่ ต้องการความหลากหลาย ต้องการคนจากพรรคเล็ก หรือมาจากพรรคใหญ่ คือสับสนในเรื่องนี้ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ต้องมาพูดคุยว่า จริงๆ แล้วต้องการจะปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อตอบรับความต้องการของคนกลุ่มไหน พรรคเล็ก พรรคใหญ่ นโยบายรัฐบาล ยังไม่ชัดเจน นี่คือสิ่งที่ยังสับสนอยู่ตอนนี้"
ขณะที่ นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาในขณะนี้อยู่ที่ว่า เราเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเลือกตั้งบ่อยเกินไป ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา การเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งนั้น เมื่อเอามาใช้ให้ทำงาน จนเห็นผล มันต้องมีการทำการเลือกตั้งต่อเนื่อง 3 ครั้งด้วยกัน จึงจะเห็นว่า การเลือกตั้งแบบนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนได้หรือไม่ สร้างระบบพรรคการเมืองแบบใหม่ได้หรือไม่
แต่ถ้าเลือกตั้งแค่ครั้ง 2 ครั้ง แล้วก็เปลี่ยนระบบเลือกตั้งอีก ในแง่วิชาการจะทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน รวมทั้งตัวนักการเมืองเอง ซึ่งเขาเป็นผู้เล่น พูดง่ายๆ สมมุติว่า กติกามันเปลี่ยนตลอด ทั้งคนไปเลือกตั้ง และผู้เล่น หรือคนที่ต้องไปถูกเลือกสับสนได้ง่าย เพราะกติกาไม่นิ่ง
"สิ่งที่สำคัญระบบเลือกตั้งไทยเปลี่ยนบ่อย ปี 2540 เราเปลี่ยนใหญ่ครั้งหนึ่ง พอมาปี 2550 เราก็เปลี่ยนใหญ่อีกครั้ง พอช่วงสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เปลี่ยนอีก เป็นการเปลี่ยนในรายละเอียด 2-3 ประการ และต้อนนี้ก็จะมีการเปลี่ยนอีก เท่ากับเป็นการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งครั้งที่ 4 หรือถ้าเทียบเท่ากับเปลี่ยนทุก 1-2 การเลือกตั้ง ในแง่นี้จะทำให้ระบบการเลือกตั้งจริงๆ ไม่ค่อยมีความหมายถึงที่สุด และไม่เกิดผลตามอย่างที่ต้องการ"







