วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลุยเหมืองแร่'โปรแตซ'ชี้มูลค่า200ล้านล้าน

“จักรมณฑ์”เดินหน้าเหมืองโปแตช มั่นใจปี58 ออกใบอนุญาตเหมืองโปแตช จ.ชัยภูมิ รอจ่อขออนุญาตอีก2แห่ง

คาดมีมูลค่ามหาศาลกว่า 200 ล้านล้านบาท ต่อยอดผลิตปุ๋ยเพิ่มกำลังการผลิตภาคเกษตร และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตซให้เกิดขึ้นในไทย เพื่อที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามาพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแร่โปแตซนำมาผลิตเป็นปุ๋ย ทำให้ราคาปุ๋ยของไทยมีต้นทุนต่ำลงเป็นผลดีต่อเกษตรกรและยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมา

ปี 2558คาดว่าจะอนุมัติประทานบัตรการทำเหมืองแร่ให้กับบริษัทโปแตซอาเซียน จ.ชัยภูมิได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรือ EHIA เรียบร้อยแล้วและจะผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแร่ภายใต้พ.ร.บ.แร่พ.ศ.2510หลังจากนั้นตนจะอนุมัติได้ทันที นอกจากนี้ยังมีอีก 2-3รายที่อยู่ระหว่างการยื่นขอเช่นกันซึ่งอยู่ที่อุดรธานี และนครราชสีมา

“ปัจจุบันราคาแร่โปแตซตลาดโลกอยู่ที่ 300 ดอลลาร์ต่อตัน จากอดีตแค่ 60 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้ผู้ประกอบการให้ความสนใจเหมืองโปแตชมากขึ้น โดยประเทศไทยมีสำรองแร่โปแตซจำนวนมาก แม้ว่าการพัฒนาแร่โปแตซจะขุดมาใช้เพียง 30%ของปริมาณแร่ที่พบ ซึ่งก็ยังมีมูลค่าสูงถึง 200ล้านล้านบาท หากเทียบกับงบประมาณที่ไทยจัดทำแต่ละปีเพียง 2 ล้านล้านบาท หากไทยนำรายได้ส่วนนี้มาใช้ในระดับเท่ากับรายจ่ายงบประมาณในปัจจุบัน ก็สามารถใช้ได้ถึง 100 ปี นอกจากนี้แร่โปแตซยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายจักรมณฑ์ กล่าว

กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาแร่ควอตซ์ ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมากและมีสำรองค่อนข้างมากในพื้นที่ตะวันตก เช่น ราชบุรี เพชรบุรี สำรองกว่า 25 ล้านตัน ที่จะนำมาถลุงเป็นซิลิคอนและนำไปผลิตแผงโซลาร์เซล ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ให้ต้นทุนต่ำลง

ส่วนนโยบายทองคำคงจะต้องทบทวนใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องผลประโยชน์ที่จะให้รัฐควรเพิ่มหรือไม่ หรืออาจกำหนดในสัมปทานว่าจะต้องทำโรงงานสกัดแร่ให้เป็นทองคำบริสุทธิ์

สำหรับภาพรวมการออกใบอนุญาตต่างๆของกระทรวงอุตสาหกรรม ในรอบ 3 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ งได้ดำเนินโครงการลดขั้นตอนใบอนุญาตต่างๆเพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก ได้ออกใบอนุญาตไปแล้วรวม 6,307 ฉบับ มูลค่า 486,613 ล้านบาท

กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตประกอบกิจการ 1,297 โรงงาน มูลค่า 135,757 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 56,261 คน แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศ ตัดสินใจลงทุนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ขณะที่กพร.ออกประทานบัตร การต่ออายุประทานบัตร การโอนประทานบัตร อาชญาบัตรพิเศษ และอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ รวมทั้ง 109 แปลง มูลค่าลงทุน 1,982ล้านบาท มูลค่าแหล่งแร่ของประทานบัตร 16,152 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 313,422 ล้านบาท และกนอ.มียอดขออนุญาตประกอบกิจการและขยายโรงงาน 86 โรงงาน เงินลงทุนประมาณ 19,300ล้านบาท จ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 12,000คน โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ หรือ 50% เป็นสัญชาติญี่ปุ่น อุตสาหกรรมหลักยังคงเป็นยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์