วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปช.ส่อถกเดือด'4ปมร้อน'

(รายงาน) สปช.ส่อถกเดือด"4ปมร้อน" เลือกตรงนายกฯ-รื้อระบบยุติธรรม

หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูป 18 คณะ ได้ถือฤกษ์ในวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา เสนอความเห็นเพื่อประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุดนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ได้นัดประชุมสปช.เพื่อรับฟังความเห็นกมธ.ปฏิรูป ทั้ง18 คณะ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ 246 ประเด็น ในวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้

โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่กมธ.ปฏิรูป 4 คณะ ได้แก่ กมธ.ปฏิรูปการเมือง มีประเด็นสำคัญคือ ให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง โดยพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องมีการเสนอรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และ ครม.เพื่อให้ประชาชนได้คัดเลือก ทั้งนี้หากปรากฏว่าการเลือกคณะรัฐมนตรีรอบแรกไม่มีผู้สมัครคณะใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้นำคณะที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งและสองมาเลือกตั้งใหม่ภายในเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ส.ส.ต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม คือ ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งต่างจากรูปแบบเดิมคือ ต้องรอให้คดีถึงที่สิ้นสุดจึงถือว่าขาดคุณสมบัติ

อีกทั้งส.ส.ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรสทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย บุตรหรือบุตรบุญธรรม เคยเป็นคู่สมรสและยังคงมีความสัมพันธ์ฉันสามี ภรรยา ของผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ส.ว. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่ประเด็นการยุบพรรคการเมืองนั้น สามารถกระทำได้เฉพาะกรณีที่พรรคการเมืองกระทำผิดร้ายแรงต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ

สำหรับรูปแบบของรัฐสภาให้มีทั้งวุฒิสภา(ส.ว.) และสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) แต่มีการแก้ไขจำนวนสมาชิกจากเดิม โดยมีส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 350 คน แบ่งเป็นเขตละไม่เกิน 3 คน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 คน สามารถเลือกส.ส.ได้ 1 คน และให้ถือว่าผู้ที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1-3 ได้รับการเลือกตั้ง ขณะที่จำนวนส.ว.นั้นให้มีจำนวนทั้งสิ้น 154 คน แบ่งเป็น 77 คนมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน และมาจากสรรหาจากกลุ่มอาชีพอีก 77 คน

ทั้งนี้ระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งให้มีรัฐบาลรักษาการ โดยให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี พร้อมคัดเลือกกันเองหาบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ และให้นายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นั้น ให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว โดยกกต.ที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีกกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ทั้งนี้หากกกต.เห็นว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งให้ยื่นคำร้องต่อศาลเลือกตั้งเพื่อวินิจฉัย เพื่อศาลรับคำร้องให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งยกคำร้อง หากเป็นความผิดอื่นที่มิใช่การทุจริตให้กกต.มีอำนาจวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่และดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด

สำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)นั้น ให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว โดยป.ป.ช.ควรมีอำนาจฟ้องได้เองโดยไม่ผ่านอัยการ และคดีทุจริตไม่ควรมีอายุความ นอกจากนี้ให้มีการโอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ไปเป็นหน่วยงานในป.ป.ช. ขณะเดียวกันให้องค์กรอัยการมีหน้าที่ในการสอบสวนคดีอาญาโดยตรง

กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีประเด็นสำคัญคือ การปฏิรูปองค์กรตำรวจ ซึ่งถือว่าเป็นการรื้อระบบองค์กรตำรวจครั้งใหญ่ โดยการยกเลิกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และให้มี "สภากิจการตำรวจแห่งชาติ" ที่มีกรรมการประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวกับความมั่นคง และหัวหน้าส่วนราชการกระบวนการยุติธรรม กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดเลือกจาก ส.ส.และ ส.ว. เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแล

นอกจากนี้ให้มีการกระจายอำนาจโดยมีตำรวจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น พร้อมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือถอดถอน ขณะเดียวกันให้ตำรวจโอนไปอยู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจป่าไม้ ไปอยู่กับกรมป่าไม้ เป็นต้น

ขณะที่การปฏิรูปกฎหมาย ให้มี “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ” มีหน้าที่ในการจัดทำแผนการปฏิรูปกฎหมายของประเทศรวมถึงเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา

ในส่วนขององค์กรอิสระมีการกำหนดอำนาจหน้าที่และวาระดำรงตำแหน่งได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีตุลาการจำนวน 9 คน มีอายุไม่เกิน 70 ปี ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว คือ 6 ปี

ศาลยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการตุลาการ(ก.ต.) ที่เลือกมาจากผู้พิพากษาในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และมีสัดส่วนมาจากส.ว. พร้อมกำหนดอายุผู้พิพากษาไม่เกิน 65 ปี นอกจากนี้ให้มีศาลแขวงประจำอำเภอตามความจำเป็นและเหมาะสม ขณะที่อัยการ ต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอย่างอื่นในทำนองเดียวกัน

กกต.ให้มีคณะกรรมการจำนวน 5 คน ดำรงตำแหน่งวาระเดียว โดยมีอำนาจเพียงแค่การจัดการเลือกตั้งเท่านั้น

ป.ป.ช.ให้คณะกรรมการมีจำนวน 9 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว โดยมีหน้าที่ดำเนินคดีอาญาที่มีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตเท่านั้น ส่วนคดีที่เป็นความผิดทางวินัยให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และให้คดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริตไม่มีอายุความและให้คดีสิ้นสุดเมื่อตาย

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) มีอำนาจดำเนินการไต่สวน และคณะกรรมการสตง.มีอำนาจวินิจฉัยสรุปสำนวนส่งให้อัยการดำเนินคดีตามกฎหมาย

.........................................................................

จัดดุลความสัมพันธ์ขรก.ส่วนกลาง-ท้องถิ่น

ด้านกมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอตั้ง "คณะกรรมการจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ" โดยมีอำนาจในการคัดเลือก สรรหาข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท มีการจัดดุลความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ต้องมีการเพิ่มอำนาจประชาชน พร้อมกำหนดแนวทางในการจำกัดอำนาจหรือปรับลดบทบาทภาครัฐลง โดยการบริหารราชการแผ่นดินต้องมีการจัดแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ชาติและประชาชนแท้จริง ไม่ใช่ยึดตามนโยบายพรรคการเมืองในการหาเสียงจนขาดความต่อเนื่องและรอบคอบ อีกทั้งการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ต้องมีการระบุข้อความในรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความชัดเจนในบทบาทของรัฐ

ส่วนกมธ.ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น เสนอให้รัฐต้องส่งเสริมความเป็นอิสระทางการคลังท้องถิ่น จัดให้มีระบบคู่ขนานคือจัดสรรงบประมาณตามพื้นที่ ควบคู่การจัดสรรงบประมาณตามภารกิจ มุ่งสร้างความยืดหยุ่นคล่องตัวให้ท้องถิ่น ซึ่งรายได้ของรัฐที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นใดให้ขึ้นบัญชีเป็นรายได้ท้องถิ่นนั้น และรายได้ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นให้จัดสรรแก่ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 60%

ทั้งนี้คงต้องติดตามการเสนอความเห็น ทั้ง 4 ประเด็นปฏิรูป ที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถูกจัดลำดับให้เสนอความเห็นในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค. โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่ขณะนี้มีความเห็นจากบางฝ่ายอาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายวุฒิสาร ตันไชย โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงสมาชิกสปช.อีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการให้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยการอ้างเสียงข้างมากจากประชาชน และเป็นการเปิดช่องให้นายทุนสามารถครอบงำพรรคการเมืองได้