รำลึก "เสนีย์ เสาวพงศ์" ราบรื่น นักคิด-นักอ่าน แห่ร่วมเพียบ พร้อมฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง"ปีศาจ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กองทุนศรีบูรพา สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้ตำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และมูลนิธิไชยวนา(ครูองุ่น มาลิก) ร่วมจัดงานรำลึกชีวิตและผลงานของนายศักดิชัย บำรุงพงศ์ เจ้าของนามปาากกา เสนีย์ เสาวพงศ์ เคยเป็นอดีตประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2533 และเป็นผู้ได้รับรางวัล ศรีบูรพา คนแรก ประจำปีพ.ศ.2531 รวมทั้งยังเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ ซึ่งภายในงานมีการอภิปรายหัวข้อ "ชีวิตและผลงานของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)” โดยนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการ นางชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียนอิสระ อดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ นพ.ประจวบ มงคลศิริ ผู้แทนคณะสร้างภาพยนตร์ไทย เรื่อง "ปีศาจ" นายพุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมอภิปราย และในเวลา 16.00 น. จะมีการฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง"ปีศาจ"ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ด้วย
โดยนางชมัยภร กล่าวว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม วรรณกรรมเรื่อง ปีศาจ เป็นสำนวนภาษที่แรงและคม นี่คือนวนิยายที่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของนักคิดนักนักอ่านอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม อีกทั้งนวนิยายรัก เรื่อง "ความรักของวัลยา" เสนีย์ เสาวพงศ์ พยายามที่จะบอกถถึงคุ่ณค่าของผู้หญิง สิทธิสตรี เล่มแรกของสังคมไทย นอกจากนี้ เสนีย์ เสาวพงศ์ ยังเขียนเรื่องสั้น "ทานนตะวันดอกหนึ่ง" เรื่องนี้เขียนหลังปี 2519 เขียนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เขียนถึงทานตะวันนดอกหนึ่งที่งอกงาม ที่ตนเชื่อว่า เสนย์ เสาวพพงศ์ ต้องการหมายถึงความเจริญก้าวหน้าทางประชาธิปไตย ที่เบิกบาน งอกงาม ช่ำชื่นหัวใจคน แต่ท้ายที่สุดแล้วทานตะวันต้นนี้ก็เป็นพิษร้าย ที่กัดกินสังคมไทย ทำให้เราต้องตัดต้นทานตะวันนี้ทิ้งไป แต่ในนตอนท้ายของเรื่องสั้นนี้ ก็มีเด็กหนุ่นได้บอกว่าพ่อว่า "เราปลูกใหม่ก็ได้ครับพ่อ" ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงความหวังและแสงสว่างที่แท้จริง
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า คิดว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้ทำอะไรหลายอย่างให้กับคนจำนวนหหนึ่งในสยามประเทศ ที่ได้อ่านข้อคิดข้อเขียน เมื่อมองย้อนกลับไป ไม่น่าสงสัยอะไรเลยว่า ในปี 2500 กลับลบความทรงจำหนึ่งชั่วอายุคน ตนเชื่อว่านายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุทรเวช รวมทั้งนายนวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ ที่เรียนธรรมศาสตร์รุ่นราวคราวเดียวกับตนในขณะนั้น ไม่รู้จัก เสนีย์ เสาวพงศ์ แน่นอน แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อปี 2510 ชื่อ เสนีย์ เสาวพงศ์ ถูกนำกลับมากล่าวถึงใหม่ คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นพูดถึงนวนิยาย เสนีย์ เสาวพงศ์ พูดถึงนวนิยายเรื่องวัลลยา กันมาก ถือเป็นการขุดค้นพบทางวรรณกรรม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกกวันนี้ ปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ได้แพร่พันธ์ไปทุกแวดวงแล้ว มีอยู่ครั้งหหนึ่งตนได้ถามว่า เขาจะปรองดองกันได้ไหม แล้วเสนีย์ เสาวพงศ์ ก็ตอบเพียงสั้นๆว่า ยาก
นพ.ประจวบ กล่าวว่า ตนได้มาแสดงเป็น สาย สีมา ในภาพยนตร์ไทยเรื่อง ปีศาจ ที่มีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับชนชั้น หรือ ระบบศักดินาในประเทศไทย ซึ่งแบ่งได้เป็น 1.ชนชั้นปกครอง ได้แก่ ขุนนาง และข้าราชการ และ 2.ชนชั้นสามัญชน ได้แก่ ไพร่หลวง และไพร่สม ซึ่งในเรื่อง สาย สีมา เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ เป็นชนชั้นชาวนา ที่อยู่ในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญษสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตย แต่ได้รับการศึกษาเป็นทนาย และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนชนชั้นของตนเองได้ แต่สาย สีมา ก็ไม่ต้องการ เพราะสาย สีมา มองว่าอย่างไรก็ตามพวกชนชั้นก็จะต้องเสื่อมสลายไปตามเวลา ไม่สามารถจะยับยั้งความเปลี่ยนแปลงได้ ของเก่าทั้งหลายก็นับวันจะเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ยิ่งขึ้น สาย สีมา เป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว
จากนั้น เมื่อเวลา 16.00 น. มีการฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง "ปีศาจ" ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งถือเป็นประพันธ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะคำพูดเรื่อง "ปีศาจแห่งกาลเวลา" ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสักคมกับการพยามเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลงของสังคมนำไปสู่สิ่งที่ "สาย สีมา" ตัวเอกของเรื่องเรียกว่า "ความละเมอหวาดกลัว" ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งขณะที่ สาย สีมา กล่าวต่อหน้าสมาคมของชนชั้นสูง ว่า "สำหรับท่านที่อยู่ในปราสาทนั้นไม่จำเป็นจะต้องแตะต้อง เพราะอย่างไรก็จะต้องเสื่อมสลายไปตามเวลา ท่านไม่สามารถจะยับยั้งความเปลี่ยนแปลงแห่งกาลเวลาได้ดอก เมื่อคืนวันเวลาล่วงไป ของเก่าทั้งหลายก็นับวันจะเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ยิ่งขึ้น ท่านเข้าใจผิดที่คิดว่าผมจะลอกคราบตัวเองขึ้นเป็นผู้ดี เพราะนับเป็นการถอยหลังกลับ เวลาได้ล่วงไปมากแล้วระหว่างโลกของท่านกับโลกของผมมันก็ห่างกันมากมายออกไปทุกที ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที ท่านคิดจะทำลายปีศาจตัวนี้ในคืนวันนี้ต่อหน้าสมาคมชั้นสูงเช่นนี้ แต่ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ เพราะเขาอยู่ยงคงกะพันยิ่งกว่าอคิลลิสหรือซิกฟรีด เพราะเขาอยู่ในเกราะกำบังแห่งกาลเวลา"
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิชัย บำรุงพงศ์ หรือ เสนีย์ เสาวพงศ์ เดิมชื่อว่า นายบุญส่ง บำรุงพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2461 เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เป็นบุตรคนสุดท้องของนายพงษ์ และนางแพ บำรุงพงศ์ มีอาชีพทำนา และเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีพี่ชายคนหนึ่ง คือ พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 20 ระหว่าง 1 ต.ค. 2518 - 30 ก.ย.2519 และเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 2519 - 19 ต.ค.2520) นายศักดิชัย ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2557 เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ โดยเข้ารับการรักษาอาการป่วยมาระยะหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับบรรยากาศภายในงาน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น โดยมีครอบครัวของนายศักดิชัย พร้อมด้วย นักแสดงเรื่อง ปีศาจ และนักคิด นักเขียน นักศึกษา และประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 250 คน พร้อมทั้งยังมีสื่อมวลชนจากหลายสำนักให้ความสนใจอีกด้วย





