"สุจิต บุญบงการ"แง้มผลประชุมกมธ.ยกร่างรธน.เห็นชอบหลักการข้อเสนอนายกฯมาจากสภา ส.ส.มีทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ
นายสุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญคนที่สาม ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 ว่าด้วยระบบผู้แทนที่ดี ผู้นำการเมืองที่ดี แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณารายละเอียดของกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา
นายสุจิต กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการตามที่อนุ กมธ.เสนอ กล่าวคือ ใช้ระบบ 2 สภา มีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยใช้เกณฑ์ประชาชน 2 แสนคนต่อส.ส. 1 คน
ส่วนการนับคะแนนผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ให้ยึดคะแนนนิยมของประชาชน โดยทุกคะแนนเสียงของประชาชนจะได้รับการพิจารณา เหมือนการนับคะแนนของประเทศเยอรมนี และมีวุฒิสภา
สำหรับที่มาของนายกฯให้มาจากการโหวตในสภาผู้แทนราษฎร โดยคุณสมบัติของนายกฯต้องยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 (4) ที่ระบุว่า "มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด"
อย่างไรก็ตามการเห็นชอบดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อสรุปใดๆ เพราะต้องรอฟังข้อเสนอแนะจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อน
สำหรับรายละเอียดที่อนุ กมธ.คณะที่ 3 ได้ศึกษา เน้นโจทย์ใหญ่คือการสร้างระบบถ่วงดุลของฝ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ เพราะในบทเรียนช่วงที่ผ่านมาพบแล้วว่า หากมีพรรคการเมืองหรือมีผู้นำที่เข้มแข็งทางการเมือง จะใช้อำนาจนั้นสร้างระบบอุปถัมภ์ ใช้นโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชัน ดังนั้นทางคณะอนุ กมธ.ต้องมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาดังกล่าว
นายสุจิต ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ระบุไม่ให้เขียนนิรโทษกรรมให้กับผู้ล้มล้างการปกครองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟังความเห็นดังกล่าว เช่นเดียวกับการรับฟังข้อเสนอของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ แต่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปปฏิบัติหรือปรับใช้หรือไม่ ต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง โดยยึดประเด็นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและส่วนรวมเป็นสำคัญ
"สมบัติ"ย้ำเลือกตรงนายกฯแก้ปัญหาได้
ด้าน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง "ปฏิรูปอย่างไรให้ก้าวไกลมั่นคง" โดยย้ำถึงข้อเสนอการปรับระบบเลือกตั้งใหม่ให้เลือกนายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรงว่า เป็นการยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจที่เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบถ่วงดุลและแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ
สำหรับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงนั้น ยังเป็นประเด็นสำคัญ เพราะมองว่าหากให้มีการเลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรงจะแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ เนื่องจากการเลือกตั้งในระบบเดิมที่ให้ ส.ส.ลงคะแนนเลือกนายกฯในสภา พบปัญหาคือผู้สมัครจ่ายเงินซื้อเสียง เมื่อ ส.ส.มาด้วยวิธีการที่ทำผิดกฎหมายแล้วไปเลือกนายกฯ ทำให้นายกฯ ต้องดูแล ส.ส. ด้วยการจัดสรรงบประมาณลงไปให้ในจังหวัดของ ส.ส. และเมื่อรัฐบาลมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในรัฐสภา จะทำให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอ
ดังนั้นเมื่อให้มีนายกฯ จากการเลือกตั้ง จะทำให้การซื้อขายเสียงลดน้อยลง แต่แนวคิดการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงยังถูกโต้แย้งว่าประชาชนไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่ผลสำรวจความเห็นประชาชนจากโพลล์สำนักต่างๆ ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบกับแนวทางนี้
นอกจากนั้น ในที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมืองมีข้อเสนอให้นำประเด็นไปให้สำนักสถิติแห่งชาติที่ทำเวทีรับฟังความเห็นประชาชน เพื่อสอบถามประชาชน หากประชาชนเสียงข้างมากไม่เอา ก็จะถอนข้อเสนอ แต่หากเสียงข้างมากสนับสนุน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องนำไปเขียนในรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ตนท้วงติงไปว่าเราไม่สามารถบังคับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้
"ผมขอตำหนิประชาชนที่ไม่ใช้ปัญญารับฟังข้อมูล หรือฟังความเห็นจากบุคคลอื่นแล้วเชื่อทันที ไม่มีการค้นหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นความล้มเหลวของระบบการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงที่ประเทศอิสราเอล ทั้งที่ข้อเท็จจริงการล้มเลิกระบบเลือกตั้งนายกฯโดยตรงดังกล่าวในอิสราเอล ไม่สามารถแก้ปัญหาความแตกแยกของรัฐบาลหรือพรรคการเมืองขนาดเล็กในระบบการเมืองของอิสราเอลได้" นายสมบัติ ระบุ
ไร้ปัญหา"สปช.-กมธ.ยกร่าง"เห็นต่าง
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะของ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะที่ยังหลากหลาย และบางประเด็นพบว่ามีความแตกต่างกับความเห็นของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่เป็นปัญหาต่อการพิจารณาหรือลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับในอนาคต
เพราะต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของ สปช. คือการแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญ โดยนำข้อเสนอของ สปช. ครม. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาประกอบ
ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญผ่านการกลั่นกรองข้อเสนอประเด็นต่างๆ แล้วเสร็จ สปช.คงไม่ดึงดันยึดแต่แนวความเห็นและข้อเสนอแนะของตนเอง ไม่เช่นนั้น สปช.จะถูกมองเป็นเผด็จการได้
นายเทียนฉาย กล่าวต่อว่า การประชุมสปช. เพื่อพิจารณาข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ จะเป็นการกลั่นกรองและเน้นการนำเสนอประกอบกับการอภิปรายบนหลักเหตุผลที่มีรายละเอียดในประเด็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละข้อเสนออย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ประเด็นที่เป็นประโยชน์นำไปประกอบการพิจารณาในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนให้เกาะติดการประชุม สปช.ในช่วงวันดังกล่าว ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีที กับสถานีโทรทัศน์และวิทยุของรัฐสภาด้วย เพราะถือว่ามีความสำคัญกับประชาชนอย่างมาก
เร่งปฏิรูปปัญหาสังคม-สุขภาพ
วันเดียวกัน นายเทียนฉาย ยังกล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "สานพลังปฏิรูปสังคม ให้ชุมชนเข้มแข็ง" จัดโดย กมธ.ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สปช. ว่า คำถามสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ จะต้องนำไปสู่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเหมาะสมกับประเทศไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตเป็นธรรม ขจัดความทุจริตและประพฤติไม่ชอบ ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และทำให้กลไกของรัฐบริการประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
ขณะที่องค์ประกอบสำคัญนำไปสู่เป้าหมาย คือ การปฏิรูปสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากมาย ทั้งในเรื่องของปัญหาหรือจุดอ่อน เป้าหมายที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต ดังนั้นจะต้องเลือกประเด็นทางสังคมที่มีผลกระทบอย่างมากมาปฏิรูปโดยด่วน โดยทาง สปช.พร้อมทำเต็มที่ แต่จะสำเร็จได้ต้องให้ทุกฝ่ายช่วยกัน โดยเข้ามาร่วมคิด สร้างไทย ร่วมใจ สร้างอนาคต
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธาน กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป คืนอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น เริ่มจากลดความเหลื่อมล้ำ เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ซึ่ง กมธ.จะทำหน้าที่เป็นช่างเชื่อมสร้างกลไกส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งเป็นพลังให้สังคม
เราอยากเห็นพลังพลเมือง ชุมชนเข้มแข็ง โดยมีกฎหมายรองรับให้ชุมชนได้แสดงพลัง รวมทั้งเราจะปลดล็อกกฎหมายที่บั่นทอนอำนาจของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ เวที กมธ.ปฏิรูปด้านสังคมฯ สัญจร ยังมีการระดมความคิดเห็นร่วมกับ 15 ขบวนองค์กรภาคประชาชน ร่วมกันหาคานงัดนำไปสู่การปฏิรูปด้านสังคมที่เน้นชุมชนเป็นฐานต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการสัมมนา คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานกรรมการที่ปรึกษาเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ เป็นประธาน ได้สรุปข้อเสนอเพื่อพิจารณาให้บรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวม 9 ประเด็น เกี่ยวกับการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 เคยให้การรับรองไว้
รวมทั้งการกำหนดหลักการสำคัญเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการทุนในชุมชนด้วยตนเอง การส่งเสริมคุ้มครองสุขภาพผู้หญิง เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และด้อยโอกาสในสังคมอย่างเหมาะสม รวมถึงสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับเมื่อประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินในภาวะวิกฤติที่สถานพยาบาลต้องรับดูแลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะที่รัฐควรสร้างบริการสาธารณสุข ดูแลสุขภาพประชาชน ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต





