"โภคิน" แนะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ยึดฉบับปี 40 ชงห้ามนิรโทษกรรมคนฉีก รธน.ป้องกันการเกิดรัฐประหารซ้ำอีก
พร้อมเสนอยุบศาลรัฐธรรมนูญ แถมออกกฎหมายให้ประชาชนวิจารณ์คำพิพากษาได้ รวมทั้งมีระบบตรวจสอบแก้ปัญหาตุลาการอคติ ด้าน สนช.เห็นชอบรายงานสรุปความเห็นประกอบการยกร่างกติกาประเทศ เลือกตั้ง ส.ว.จาก 5 กลุ่มวิชาชีพผ่านระบบปาร์ตี้ลิสต์
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม กมธ.เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ คือ รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจาก นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย, นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ และพิจารณารายงานของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ที่ นายสุจิต บุญบงการ ประธานอนุ กมธ.นำเสนอ
นายโภคิน กล่าวว่า ข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศนั้น เป็นข้อเสนอชุดเดิมที่แกนนำพรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ศึกษาก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 มีข้อสรุปที่ตกผลึกแล้ว คือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง, ส.ส.ควรสังกัดพรรคการเมือง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย, ผู้ที่อายุ 18 ปีถือเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
สำหรับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเสนอ คือ ให้ยึดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นหลัก เพราะได้ให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมือง และทำให้การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็ง ให้โอกาสประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ถอดถอนฝ่ายการเมือง เน้นสิทธิและบทบาทประชาชน ผู้ด้อยโอกาสและสตรีมากขึ้น ส่วนตัวมองว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ต้องใช้เวลาในการตกผลึก
นายโภคิน กล่าวต่อว่า สาระของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มาที่ควรนำมาปรับใช้ เช่น บทว่าด้วยนิรโทษกรรม ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 ที่เขียนไว้อย่างดีในมาตรา 4 ว่า "การนิรโทษกรรมแก่ผู้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้" แต่ต่อมาหลักการดังกล่าวไม่เคยถูกนำมาเขียนไว้ ทำให้ผู้ล้มล้างการปกครองเขียนนิรโทษกรรมความผิดให้แก่ตัวเอง
ก่อนหน้านั้นเขียนนิรโทษกรรมเป็นกฎหมายรายฉบับ แต่นับจากปี 2519 ได้เขียนการนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวต้องนำมาพิจารณาใหม่หรือไม่ เพื่อป้องกันการรัฐประหาร
ชงยุบศาลรธน.-วิจารณ์คำพิพากษาได้
ต่อมา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า นายโภคินได้ชี้แจงและให้ข้อคิดเห็นแนวทางเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ 4 ประการ ได้แก่ 1.การปกป้องและส่งเสริมระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2.ให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า การนิรโทษกรรมในการล้มล้างรัฐธรรมนูญไม่อาจทำได้
3.ศาลและกระบวนการยุติธรรมตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ ต้องยึดโยงอำนาจอธิปไตยของปวงชน และยังเห็นควรให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้จัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีองค์ประกอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระมีหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญเป็นหลัก มีอำนาจหน้าที่จำกัดเฉพาะที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น และ 5.ในส่วนของการเสริมสร้างความปรองดองและความยุติธรรม
นอกจากนั้น นายโภคินยังเห็นควรให้สร้างระบบความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมของผู้พิพากษาและตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งสร้างระบบและกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติงานของศาล ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมทุกประเภทเพื่อให้ปราศจากอคติอย่างแท้จริง ออกกฎหมายให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลได้ หากเป็นไปโดยสุจริตไม่ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล
สนช.เห็นชอบรายงานเสนอกมธ.ยกร่างฯ
วันเดียวกัน มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบจัดส่งรายงานการรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 34 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ครั้งที่ 1 ต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ประชุมใช้เวลาพิจารณารายงานและอภิปรายแสดงความเห็นเพิ่มเติมนานกว่า 2 ชั่วโมง
ทั้งนี้ การอภิปรายของสมาชิก สนช.ที่เสนอความเห็นเพิ่มเติมมีทั้งสิ้น 5 คน ได้แก่ นายโกศล เพชรสุวรรณ, นายธานี อ่อนละเอียด, นายสาธิต ชาญเชาว์กุล, นายบัญญัติ จันทน์เสนะ และ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โดยมีข้อเสนอในสาระสำคัญ คือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้กำหนดบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะได้รับการปกป้องโดยกระบวนการยุติธรรม และสิทธิการถูกละเมิดโดยอำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดกระบวนการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจของรัฐอย่างเข้มงวด เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดคุ้มครองแค่สิทธิจากการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น ไม่รวมหน่วยงานภาครัฐ
ด้านการศึกษา ควรเพิ่มสิทธิการรับการศึกษาที่ถือเป็นหน้าที่พื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนทุกคนเพื่อการพัฒนาศักยภาพของประชาชน โดยเพิ่มบทบาทองค์กรชุมชน สถาบันศาสนา สถาบันสังคมที่ต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาตลอดชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของไทย
ด้านเศรษฐกิจ ให้เพิ่มหมวดสิทธิทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับนโยบายทางเศรษฐกิจของชาติ เช่น กำหนดถึงสิทธิในการได้พื้นที่การค้า การประกอบอาชีพ รวมถึงสิทธิการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม
ด้านสื่อสารมวลชน ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชน องค์กรที่จัดสรรคลื่นความถี่ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม รวมถึงดาวเทียม มีหน้าที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่สร้างภาระแก่ผู้บริโภค
ใช้ปาร์ตี้ลิสต์เลือกส.ว.จาก5กลุ่มอาชีพ
ด้านการเลือกตั้ง ให้นำบทบัญญัติข้อดีของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 มาพิจารณา เช่น ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งจาก 5 กลุ่มวิชาชีพ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จัดเป็นระบบบัญชีรายชื่อ หากมี ส.ว.ตายหรือลาออกใช้ระบบการเลื่อนลำดับแทน
ศาลรัฐธรรมนูญให้โอนมาเป็นแผนกหนึ่งภายใต้ศาลยุติธรรม เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองของการพิจารณาที่เที่ยงธรรม
นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงฉบับแรกที่ สนช.จะส่งให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือ ภายใน 60 วัน นับแต่การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดแรก ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 19 ธ.ค.นี้
นศ.ป่วนชู 3 นิ้วกลางงาน กสม.
ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานวันสิทธิมนุษยชนสากล โดยมีการมอบรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2556 และ 2557 โดยรางวัลที่น่าสนใจ คือ รางวัลเกียรติยศ "ผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน" ปี 2556 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เปิดโปงเรื่อง เครื่องตรวจระเบิดลวงโลกจีที 200 และ นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่มุ่งทำงานเพื่อชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ส่วนรางวัลเกียรติยศ "ผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน" ปี 2557 ได้แก่ นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีต ส.ว.เชียงราย ที่ทุ่มเทพัฒนาชนบทและคนชายขอบ นอกจากนั้นยังมีรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนปี 2556 ได้แก่ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิทธิชุมชน
และรางวัลเด็กและเยาวชน ได้แก่ กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (กลุ่มดาวดิน) ที่ทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังคม และเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน
ทั้งนี้ ระหว่างที่ นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม.กล่าวเปิดงานและปาฐกถา ได้มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น โดยนักศึกษาในนาม "กลุ่มเมล็ดพริก" และนักศึกษาจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) รวม 5 คน ออกมาแสดงสัญลักษณ์ "ชู 3 นิ้ว" บริเวณหน้าเวที พร้อมชูป้ายที่มีข้อความว่า "เลิกจ้าง กสม." และมอบภาพการจับตัวนักศึกษาให้นางอมราด้วย
โดยตัวแทนกลุ่มเมล็ดพริกให้เหตุผลว่า กสม.มีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนในประเทศ และตรวจสอบการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่การทำงานของ กสม.ตั้งแต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 จนถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 กสม.กลับไม่ได้ทำหน้าที่ตามหลักการอย่างตรงไปตรงมา มีการเลือกปฏิบัติ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งในยามที่บ้านเมืองอยู่ภายใต้รัฐทหารได้
ดังนั้นการจัดงานวันนี้จึงเป็นการหลอกตัวเอง เพราะสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยถึงจุดตกต่ำที่สุด เราในฐานะผู้เสียภาษีจึงประกาศเลิกจ้าง กสม.
ดาวดินยันไม่ร่วมเวทีปฏิรูปภาครัฐ
หลังจากนั้นก็ยังมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อตัวแทนนักศึกษา "กลุ่มดาวดิน" ที่ขึ้นรับรางวัลบนเวที แสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว และอ่านคำประกาศของกลุ่มว่า กลุ่มดาวดินจะไม่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีที่รัฐบาล หรือ สปช.จัดขึ้น เพราะเห็นว่า คสช.ได้อำนาจมาโดยไม่ถูกต้อง และทางกลุ่มต้องการที่จะจัดเวทีประชาชนเอง เพื่อสะท้อนความอึดอัดของคนในสังคม รวมทั้งเห็นว่า การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทั้งนี้ จากเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง ที่มาดูแลความปลอดภัย ต้องเข้าเจรจากับนักศึกษากลุ่มดังกล่าว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ไม่มีการจับกุมตัวแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากกลุ่มดาวดินแล้ว ในส่วนของนักศึกษากลุ่มอื่นๆ ที่ร่วมในเหตุวุ่นวายนั้น พบว่าเป็นกลุ่มนักศึกษารายเดิมที่เคยถูกทหารเชิญตัวไปปรับทัศนคติหลังจัดกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหาร อาทิ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายนัชชชา กองอุดม อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ภายหลังเกิดเหตุ นางอมรา ในฐานะประธาน กสม. ได้เชิญกลุ่มนักศึกษามาพูดคุย พร้อมทั้งยืนยันว่าที่ผ่านมา กสม.พยายามดูแลเต็มที่ และย้ำว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว ไม่ผิดกฎหมาย





