(รายงาน) กมธ.ปฏิรูปการเมือง ชงเลือกตรงครม. ลดจำนวน ส.ส.-ตัดวาระองค์กรอิสระ
คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นำโดย นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายดิเรก ถึงฝั่ง นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ และนายบุญเลิศ คชายุทธเดช ร่วมกันแถลงข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการเมืองต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ "กรุงเทพธุรกิจ" นำมาเสนออย่างละเอียด
สมบัติ : กมธ.ได้สรุปรูปแบบการเลือกตั้ง โดยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยนำพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งและสองมาเลือกใหม่อีกครั้งให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงลงได้
พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อนายกฯและ ครม. เพื่อให้นายกฯ ได้รับการสนับสนุนในการทำงานจากฝ่ายนิติบัญญัติ จาก ส.ส.ในสภา แต่หากเสียง ส.ส.ไม่พอก็สามารถชักชวน ส.ส.พรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลได้ ด้วยข้อเสนอรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รูปแบบดังกล่าวนี้ถือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ที่อาจจะได้ใช้เป็นประเทศแรกในโลก
ส่วนข้อกังวลว่าการเลือกนายกฯโดยตรง จะทำให้มีพฤติกรรมเหิมเกริมไปเทียบกับประมุขของประเทศนั้น เชื่อว่าคนไทยมีความจงรักภักดีก็จะเลือกบุคคลที่มีความจงรักภักดีมาทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่หากคนที่มาเป็นนายกฯไม่มีความจงรักภักดี ไม่ว่าการเลือกตั้งรูปแบบใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
นอกจากนี้ยังออกแบบให้ช่วงเวลาระหว่างการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลรักษาการโดยให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี แล้วก็ให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเอง 1 คนเพื่อทำหน้าที่นายกฯ คอยทำหน้าที่โปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ด้วย
สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติให้มี 2 สภาเหมือนเดิม โดย ส.ส.ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 350 คน มาจากแบบแบ่งเขตทั้งหมด เขตละไม่เกิน 3 คน ประชาชน 1 คนเลือก ส.ส.ได้ 1 คน จากนั้นก็ให้ผู้มีคะแนนมากที่สุดตามลำดับ 1-3 ได้เป็น ส.ส. ไม่มีแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการอุปถัมภ์จากหัวหน้าพรรค
ส่วน ส.ว.ให้มีทั้งหมด 154 คน แบ่งเป็นเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน และสรรหาจากกลุ่มอาชีพอีก 77 คน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งองค์กรอิสระ ตลอดจนการถอดถอนที่ต้องออกแบบให้ถอดถอนได้สำเร็จต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอ ส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คนจะนำไปพิจารณาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ
ดิเรก : เสนอให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ควบรวมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการให้ลดจาก 9 ปีเหลือ 5 ปี และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว
ป.ป.ช.ควรมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตต่อศาลได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านอัยการ ทั้งยังควรจัดตั้งศาลว่าด้วยคดีการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พร้อมทั้งให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ ส่วนองค์กรอัยการจะมีการปรับเปลี่ยนหาวิธีลดการแทรกแซงทางการเมือง และจะดึงเรื่องการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้อัยการดำเนินการเอง
ให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นต่อการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 และผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจให้เกิดประสิทธิภาพ และจะมีการประเมินผลโครงการสำคัญของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจว่ามีการทุจริตหรือไม่ เพื่อให้โครงการมีความโปร่งใส และหากมีการทุจริตก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป
บุญเลิศ : พรรคการเมืองจะต้องมีความเข้มแข็ง ทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ส่วนการยุบพรรคจะไม่สามารถทำได้โดยง่าย เว้นแต่จะมีการกระทำผิดที่มีความร้ายแรง กระทบต่อสถาบันเบื้องสูง ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือทำให้ผลประโยชน์แห่งชาติได้รับความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเหมาะสมและยุติธรรม ส่วนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น จะสังกัดพรรคหรือไม่ก็ได้
วรวิทย์ : คุณสมบัติของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง จากเดิมผู้ขาดคุณสมบัติคือโดนดำเนินคดี และคดีถึงสิ้นสุดให้จำคุก แต่ทาง กมธ.เสนอใหม่ แค่คำตัดสินของศาลว่าผิดและให้รอลงอาญา รวมทั้งความผิดคดีภาษีก็ถือว่าขาดคุณสมบัติแล้ว และผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป โดยแนวทางนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ แต่จะไม่มีผลย้อนหลังไปเพิกถอนสิทธิของผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิไปแล้ว อาทิ นักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และ 111 เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย ต้องไม่เป็นบุตร หรือบุตรบุญธรรม แต่ไม่ห้ามพี่น้องร่วมสายโลหิต
สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เสนอให้ลดวาระดำรงตำแหน่งจาก 7 ปีเหลือ 5 ปี มีอำนาจตรวจค้นระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน และให้มีอำนาจเฉพาะแจกใบเหลืองเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนใบแดงให้เป็นอำนาจของศาลเท่านั้น เพราะเกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิของผู้สมัครฯ
พล.อ.เอกชัย : เรื่องการปรองดอง เสนอให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งในช่วงที่สถานการณ์ปกติ และช่วงที่เป็นอันตรายสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายทางการเมือง โดยให้คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจทางกฎหมายเชิญคู่ขัดแย้งมาเจรจากันทุกฝ่ายเพื่อให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม





