"เพื่อไทย" ค้านเลือกตั้งนายกฯ-ครม.โดยตรง ชี้ไม่เหมาะกับไทย เหตุรูปแบบคล้ายเลือกประธานาธิบดี
ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง เกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยตรงนั้น ได้มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน
นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า ควรเลือกตั้งนายกฯ ผ่านรัฐสภาเหมือนเดิมจะเหมาะกว่า เพราะมองว่าการเลือกตั้ง นายกฯ โดยตรงไม่เหมาะกับประเทศไทย ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากมีการเลือกนายกฯโดยตรง ก็จะคล้ายกับรูปแบบการเลือกประธานาธิบดีที่หลายคนมีความเป็นห่วงกังวล
ส่วนการเลือกตั้งส.ส.โดยไม่มีส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น เห็นว่าที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อเนื่องจากประเทศไทยมีคนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งสามารถช่วยงานในฝ่ายนิติบัญญัติได้ แต่ไม่มีความถนัดในการลงเลือกตั้งอยู่ จึงเปิดช่องทางให้พรรคการเมืองเลือกคนกลุ่มนี้เข้ามาทำหน้าที่ แต่ถ้าวันนี้จะไม่ให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อก็ไม่ขัดข้อง แต่ไม่ใช่เปิดช่องให้มี ส.ส.แบบแต่งตั้งหรือแบบสรรหาเข้ามาทำหน้าที่แทน
"ประสาร"ค้านเลือกนายกฯโดยตรง
นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงกรณีนี้โดยปฏิเสธว่า ตนไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่ากมธ.มีความเห็นตรงกันให้มีการเลือกนายกฯ และครม.โดยตรง แต่บอกว่าตนและกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย อาทิ นายชัย ชิดชอบ และ พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้และได้ขอสงวนความเห็นไว้ เพื่อนำไปอภิปรายในที่ประชุม สปช.ที่จะมีการประชุมในวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้
"เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยไม่ได้มีการลงมติ โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา และในการประชุมกมธ.วันนี้ (8 ธ.ค.) อาจจะมีการพูดคุยถึงอีก แต่เชื่อว่าคงไม่มีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงมติ เพราะจากการประชุมที่ผ่านมาชัดเจนว่ากมธ.เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับการให้เลือก ครม.โดยตรง เพราะแนวทางนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงปัญหาการซื้อเสียงได้
และหากเป็นไปตามนี้ คนที่จะชนะเลือกตั้งได้จะต้องเป็นคนที่มีทุนมหาศาล เพราะต้องหาเสียงทั่วประเทศ ต้องมีระบบเครือข่ายการเมืองอยู่ทั่วประเทศ ต้องมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้สื่อได้อย่างทรงอานุภาพ คนทั่วๆ ไปจะไม่เข้าไปตะลุมบอนเพื่อรอรับความพ่ายแพ้ ยกเว้นพวกที่จะเข้าไปเพื่อเป็นสีสันทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางชนะ" นายประสารกล่าว
ส่วนที่ผู้สนับสนุนแนวทางให้เลือก ครม.โดยตรงระบุว่า แนวทางนี้จะทำให้รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติเข้มแข็งนั้น นายประสาร แสดงความไม่เห็นด้วย โดยบอกว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาว่ารัฐบาลไม่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งปี 2548 (รัฐบาลทักษิณ 2) รัฐบาลมีความเข้มแข็งสุดๆ พอมายุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีความเข้มแข็งมาก ขนาดคนออกมาเดินขบวนเป็นล้าน ยังไม่สามารถเอารัฐบาลออกได้ หรือแม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯพ้นจากตำแหน่ง ก็ยังไม่สามารถเอารัฐบาลออกได้
หนุนส.ส.มาจากระบบเลือกตั้ง350คน
สำหรับข้อเสนอที่ให้แต่ละพรรคที่ลงเลือกตั้งส่งรายชื่อผู้ที่จะเป็นนายกฯ และ ครม.ทั้งหมดรวม 36 คนนั้น นายประสาร ระบุว่า ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง ส.ส. และที่มาของ ส.ว.นั้น ที่ประชุมมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ โดยในส่วนของ ส.ส.ให้มาจากการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต เขตละไม่เกิน 3 คน โดยสัดส่วนจำนวนประชากรต่อ ส.ส. 1 คนจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคน และจะมี ส.ส.ทั้งหมด 350 คน มาจากการเลือกตั้งระบบแบ่งเขตทั้งหมด ไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ
ทั้งนี้การที่กมธ.ตัดระบบบัญชีรายชื่อออกไป เพราะเห็นว่าคนที่มาอยู่ในบัญชีรายชื่อก็เป็นพวกนายทุน หรือนอมินี ไม่ใช่คนที่ลงไปสัมผัสกับประชาชนอย่างแท้จริง การที่ให้เป็นระบบเขตเรียงเบอร์แทนเขตเดียวคนเดียว เพราะเขตใหญ่ขึ้นจะทำให้ซื้อเสียงได้ยากขึ้น ลดปัญหาการซื้อเสียงได้ระดับหนึ่ง
ส่วนที่มา ส.ว. มี 2 ส่วน คือครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน คือ 77 คน และอีกครึ่งหนึ่ง คือ 77 คน มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่มีกฎหมายรองรับ เช่นสภาทนายความ แพทยสภา สถาปนิก หากอาชีพใดไม่มีกฎหมายรองรับก็ไปขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มอาชีพอิสระ ดังนั้นจะมี ส.ว.รวม 154 คน
อย่างไรก็ตาม สำหรับขั้นตอนการทำงานของกมธ.ปฏิรูปนั้น จะต้องทำข้อสรุปเสนอ สปช.ภายในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ โดยกมธ.วิสามัญติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะนำข้อเสนอทั้งหมดไปเรียบเรียงและจะมีการประชุมสภาปฏิรูปเพื่อพิจารณาประเด็นทั้งหมดในวันที่ 15-17 ธ.ค. เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะส่งให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 19 ธ.ค. นี้
"สุริยะใส"หวั่นผูกขาดการเมือง
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า ข้อเสนอที่จะให้มีการเลือกตั้งนายกฯ และครม. โดยตรงนั้น ตนเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบเพราะมีความละเอียดอ่อนมากต่อการเมืองไทย ส่วนตัวมองว่ามีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง
"เราก็เคยมีบทเรียนตอนรัฐธรรมนูญ 2540 เราได้ฝ่ายบริหารที่แข็งแกร่งแต่กลับพบว่ากลไกอิสระถ่วงดุลอ่อนแอ ล้มเหลวถูกครอบงำเบ็ดเสร็จเช่นกัน ที่สำคัญคือสภาวะการเมืองไทยเป็นการเมืองแบบผูกขาด โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่ม ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมืองและยังมีกลไกราชการที่ยังรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเครื่องมือในการบริหารอำนาจ หากให้นายกฯ และครม.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ยิ่งจะเพิ่มระดับการผูกขาดทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่"
อย่างไรก็ตาม ตนเป็นห่วงว่าในขณะนี้เรามองรัฐธรรมนูญและออกแบบการเมืองกันเป็นจุดๆ เป็นรายประเด็นมากเกินไป ซึ่งแก้จุดนี้อาจเกิดปัญหาที่จุดอื่นตามมา ฉะนั้นอยากให้มองรัฐธรรมนูญในภาพรวมทั้งฉบับ
กมธ.ยกร่างรธน.จ่อยุบรวมกสทช.
แหล่งข่าวจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุถึงความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการกำหนดบทบัญญัติมาตรการเกี่ยวกับสื่อมวลชนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ในประเด็นสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เบื้องต้นมีข้อสรุปคือ จะคงเจตนารมณ์และสาระหลักเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเพิ่มประเด็นการใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ
นอกจากนั้นในส่วนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เป็นกลไกกำกับดูแลสื่อมวลชน จะพิจารณาให้รวมเป็นคณะกรรมการชุดเดียวกัน เพื่อให้การกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพกว่าปัจจุบัน ที่พบว่า กสทช.ได้แยกเป็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และทำให้มีปัญหาต่อการทำงาน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นของกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ฐานะประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ให้ความเห็นว่าควรนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาผ่านการตรวจแก้แล้ว ตั้งแต่ 2555 มาพิจารณาและปรับปรุงใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยล่าสุดได้ส่งร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพฯ ให้กับคณะอนุกมธ. จัดทำข้อเสนอแนะในการตรา หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่มีนายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นประธานอนุกมธ.ฯ พิจารณาแล้ว ทั้งนี้เพื่อต้องการใช้เป็นกลไกคุมจริยธรรมของสื่อมวลชนด้วย
“หลักการสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองพนักงาน หรือ ลูกจ้างของเอกชน ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่นย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” แหล่งข่าวระบุ
ชงออกก.ม.ควบคุมรัฐซื้อโฆษณาสื่อ
นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปการเมือง(สปช.) ในฐานะเลขานุการ กมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวถึง การจัดทำกฎหมายควบคุมการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐว่าในการประชุมครั้งที่ผ่านมา มีนายมานิต สุขสมจิต เป็นประธานการประชุม ได้มีการหารือเพื่อเตรียมผลักดันให้รัฐบาลออกพ.ร.บ.ควบคุมการซื้อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐโดยเรื่องนี้เป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของภาคีเครือข่ายองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) และอีก 4 องค์กรสื่อคือ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและสภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์
เนื่องจากผลการวิจัยทีดีอาร์ไอ พบว่า หน่วยงานภาครัฐใช้งบประมาณในการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานหรือองค์กรตกปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ต่างๆของกระทรวงทบวงกรมหรือหน่วยงานของภาครัฐพบว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหลซ้ำยังสร้างปัญหาให้สื่อขาดความเป็นอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน ที่ผ่านมามักจะมีคำขู่ทั้งจากรัฐบาลและนักการเมืองมาตลอดว่า ถ้าไม่เชียร์รัฐบาลรัฐมนตรีก็จะถอนการซื้อพื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ในสื่อนั้นๆ ทำให้ส่งผลกระทบต่อสื่อบางแห่งและมีปัญหาในการนำเสนอข่าวสารต่อสังคม
ดังนั้นองค์กรภาคีเครือข่ายจึงเห็นร่วมกันว่าควรจะมีพ.ร.บ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐพ.ศ….เพื่อให้การดำเนินการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้โดยการเน้นสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้ รับทราบ และห้ามมิให้มีภาพและเสียงของบรรดานักการเมืองรัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูงที่คุมหน่วยงานนั้นๆ เพื่อแอบแฝงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของตัวเองเหมือนอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณในการซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าแต่ละปีได้ใช้งบประมาณไปจำนวนเท่าใดเป็นงบของหน่วยงานใดบ้าง โดยต้องรายงานต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทุกปี
ทั้งนี้กมธ.ปฏิรูปสื่อสารมวลชนฯ ได้พิจารณารัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติถึงเรื่องการใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์เข้าพิจารณาด้วยพบว่ายังมีการแทรกแซง ครอบงำสื่อ จึงเห็นด้วยว่าควรจะมีกฎหมายดังกล่าวออกมาควบคุมการใช้งบประมาณของภาครัฐให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยจะมีการหารือในที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปสื่อสารมวลชนฯ ให้ถือว่าเป็นกฎหมายที่เร่งด่วนที่สำคัญอันจะนำไปสู่การปฏิรูปสื่อสารมวลชน ผลักดันเสนอเป็นกฎหมายต่อรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป





