ชงมาตรการ3ระยะต้านทุจริต ชู'โซเชียลแซงชัน'ปรามคนโกง
สถาบันพระปกเกล้าได้จัดแถลงผลงานทางวิชาการเพื่อการปฏิรูปประเทศ ภายใต้โครงการ "สู่ทศวรรษที่เก้า: ก้าวใหม่ของระบอบประชาธิปไตย" ซึ่งมีการจัดสัมมนาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นการนำข้อมูล ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นที่รวบรวมได้จากทุกภาคส่วนจัดทำเป็นผลวิจัยเพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนและหาทางออกจากความขัดแย้ง
นางถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริตเพื่อสร้างดุลอำนาจอย่างแท้จริงว่า จากผลการศึกษาทัศนคติของประชาชนต่อการทุจริตของสถาบันพระปกเกล้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตไม่เพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ประชาชนยังพบเห็นการทุจริตด้วยตนเองมากขึ้น แต่ไม่ได้แจ้งไปยังหน่วยงานใดให้ดำเนินการ
นอกจากนี้ ประชาชนยังเชื่อว่ามีการทุจริตระดับประเทศมากกว่าระดับท้องถิ่น เนื่องจากระดับประเทศมีงบประมาณมากกว่า และประชาชนกว่าร้อยละ 10 คิดว่าการทุจริตเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้งานลุล่วงไปได้ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่มาก ทั้งยังสะท้อนถึงการไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อการทุจริตในสังคม แต่สัดส่วนของประชาชนที่คิดเห็นดังกล่าวนี้ก็ยังน้อยกว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมรับการทุจริต
สำหรับแนวทางและมาตรการต่อต้านการทุจริตที่เหมาะสมของประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
1.มาตรการระยะสั้น ได้แก่ การเร่งปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังโดยไม่เลือกปฏิบัติ หน่วยงานที่ต่อต้านการทุจริตควรปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นเชิงรุก ออกกฎเกณฑ์ให้ข้าราชการระดับสูงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินเช่นเดียวกับนักการเมือง ขณะที่ผู้นำประเทศและองค์กรทุกระดับจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม และทุกองค์กรต้องช่วยกันรณรงค์การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ รวมทั้งสื่อมวลชนจะต้องเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข่าวสารการทุจริตด้วย
2.มาตรการระยะกลาง ควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ วางแผนปรับปรุงโครงสร้างองค์กรอิสระให้มีความเป็นอิสระเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง ควรปรับปรุงกลไกการคุ้มครองพยานในคดีทุจริต และปฏิรูประบบการคัดสรรบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ด้านการต่อต้านการทุจริตให้มีคุณภาพ
3.มาตรการระยะยาว คือ การพัฒนาพลเมืองตั้งแต่ระดับรากฐานผ่านการให้การศึกษาตั้งแต่ระดับเยาวชน กระตุ้นส่งเสริมความตระหนักรู้ เพื่อสร้างรากฐานสังคมธรรมาภิบาล การจัดระบบสวัสดิการทางสังคมให้ประชาชนอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดจะต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่ปรารถนาจะให้เกิดการแก้ปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริงของฝ่ายการเมือง จึงจะทำให้มาตรการทุกระยะลุล่วงไปได้
ในส่วนของกลไกต่อต้านการทุจริต ประกอบด้วย 1.การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ด้วยกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม สร้างบรรทัดฐานการซื่อสัตย์สุจริต เท่าเทียม ให้เกิดแก่สังคม และสร้างค่านิยมหลักความซื่อตรง 2.มาตรการป้องกันการทุจริต โดยเน้นกฎหมายเพื่อส่งเสริมไม่ให้เกิดการกระทำผิด และเพื่อปรับพฤติกรรม
3.การลงโทษผู้ทุจริต ด้วยการสร้างความเกรงกลัวต่อการทำทุจริต โดยให้เกิดการต่อต้านทางสังคม (โซเชียล แซงชัน) และ 4.องค์กรตรวจสอบการทุจริต ทั้งแบบเป็นทางการ เช่น องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ กับแบบไม่เป็นทางการ ได้แก่ ภาคประชาชน





