ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 คน ร่วมแก๊งอุ้ม เครือข่ายอดีตผบช.ก. เผยมีเป็นกก.ผู้มีอำนาจบ.เมล์สาย8ด้วย
"ศรีวราห์" เผยเหยื่อโผล่อีกราย เป็นเสี่ยโรงน้ำแข็งเจ้าของสัมปทานตลาดไทถูกขู่จนต้องเลิกกิจการ รับ "นพพร" เสี่ยหมื่นล้านหลบหนีออกนอกประเทศเชื่อเดินทางไปประเทศที่สามแล้ว ด้านปลัดยุติธรรมปัดแจงเหตุย้ายรองอธิบดีดีเอสไอเซ่นส่วยน้ำมันเถื่อน อ้างอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริง
ความคืบหน้าการสอบสวนขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาเป็นเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้จับกุมตัวมาดำเนินคดีแล้ว 8 คน และศาลทหารอนุมัติหมายจับเพิ่มอีก 1 คน คือ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจด้านพลังงานทางเลือกระดับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ในข้อหาแอบอ้างเบื้องสูง และจ้างวานกลุ่มผู้ต้องหาไปอุ้มนักธุรกิจผู้เสียหายไปข่มขู่ขอลดหนี้จาก 120 ล้านบาทให้เหลือ 20 ล้านบาทนั้น
วานนี้ (3 ธ.ค.) ศาลจังหวัดพระโขนงได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีอุ้มผู้เสียหายไปข่มขู่ให้ลดหนี้อีก 2 คน ได้แก่ นายปรีชา ดาราไตร อายุ 44 ปี นักธุรกิจรถมือสอง ชาวกรุงเทพมหานคร และนายไพเชษฐ์ เมธิสริยพงศ์ อายุ 45 ปี กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทเกี่ยวกับรถบัสโดยสารหลายแห่ง โดยหนึ่งในนั้นคือ บริษัท ไทยบัสขนส่ง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรถเมล์สาย 8
ทั้งสองถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันหมิ่นเบื้องสูง จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม มีรายงานระบุว่า หลังศาลอนุมัติหมายจับ นายปรีชาได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวที่ สน.พระโขนง แล้ว แต่ยังไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน
ยอมรับ"นพพร"หนีไปประเทศที่ 3
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบช.น.) กล่าวเมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.) ถึงความคืบหน้าหน้าในการติดตามจับกุมนายนพพร ว่า นายนพพรได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วโดยใช้เส้นทางธรรมชาติ บริเวณด่านบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อเข้าประเทศกัมพูชาก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงได้จัดชุดสืบสวน 3 ชุดออกติดตามจับกุมผู้ต้องหา โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน (ผบก.สส.บช.น.) เป็นหัวหน้าชุด
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า สาเหตุความขัดแย้งเกี่ยวกับเงิน 120 ล้านบาทนั้นมาจากก่อนหน้านี้ นายนพพร และนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้ร่วมลงทุนธุรกิจกัน ภายหลังนายบัณฑิตต้องการเงินที่ร่วมลงทุนคืน แต่ทางนายนพพรต้องการจ่ายเงินคืนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่ตกลงกันไม่ได้นายนพพรจึงเรียกใช้กลุ่มผู้ต้องหาอุ้มนายบัณฑิตไปข่มขู่เพื่อขอลดหนี้
แจงพฤติกรรม2ผู้ต้องหารายใหม่
พล.ต.ท.ศรีวราห์ ยังกล่าวถึงสองผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับล่าสุดว่า สำหรับนายปรีชา ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์มือสอง และนายไพเชษฐ์ ประกอบกิจการสัมปทานรถเมล์ สาย 8 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เป็นสถานที่อุ้มผู้เสียหายไปเจรจา จากการตรวจสอบพบว่า เคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนและมีผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และสน.วัดพระยาไกร
โผล่อีกคดีอุ้มเสี่ยส่งน้ำแข็งตลาดไทปี56
พล.ต.ท.ศรีวราห์ เผยว่า ล่าสุดได้รับข้อมูลว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่มีการแอบอ้างสถาบันได้ทำการข่มขู่ รีดไถ และอุ้มนักธุรกิจ เครือข่ายเดียวกับนายณัฐพล สุวดี ซึ่งก่อเหตุในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร และสน.พระโขนง โดยได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีการข่มขู่ แอบอ้างสถาบัน บังคับไม่ให้ทำธุรกิจ มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท โดยทางตำรวจเตรียมเชิญตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำเพื่อขยายผลทางคดีแล้ว
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้เสียหาย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญตัวมาสอบปากคำคือ นายไตรสรณ์ ธีระตระกูล เสี่ยเจ้าของโรงน้ำแข็ง ซึ่งประมูลจ่ายค่าสัมปทานจำหน่ายน้ำแข็งในตลาดไทเป็นเงินปีละ 24 ล้านบาท เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2556 แต่กลุ่มผู้ต้องหาได้บังคับให้เลิกกิจการ และนำพรรคพวกมาดำเนินการแทนทำให้ผู้เสียหายต้องยอมเลิกกิจการด้วยความหวาดกลัว
ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และโฆษก ตร. รักษาราชการแทน ผบช.ก. กล่าวถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.6 บก.ป.) ว่า ได้ส่งหมายเรียกไปตามภูมิลำเนาบ้านเกิดของ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนให้มารายงานตัวภายในวันที่ 9 ธ.ค.นี้
ศาลทหารออกหมายจับเพิ่มอีก1
ต่อมามีรายงานข่าวว่า พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ขออนุมัติศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับ นายเจี๊ยบ ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ตามภาพสเก็ตช์ เลขที่ 139/2557 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2557 ในข้อหาร่วมกันหมิ่นเบื้องสูง จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป
เบื้องต้นทราบว่านายเจี๊ยบ ถูกซัดทอดจากผู้ต้องหาที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ว่า นายเจี๊ยบเป็นตัวกลางในการแนะนำ นายนพพร ให้รู้จักกับนายชากานต์ ภาคภูมิ และนายเจี๊ยบ เป็นคนนำเงินสดจำนวนหลายแสนบาทมาให้นายชากานต์ เพื่อเอาไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้กับกลุ่มผู้ต้องหา โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้ซัดทอดถึงนายเจี๊ยบ โดยคาดว่าเป็นคนทำหน้าที่ขับรถยนต์นำกลุ่มผู้ต้องหาไปพบนายบัณฑิต ในวันเกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป
ปลัดยธ.ปัดย้าย"เพิ่มพูน"เซ่นน้ำมันเถื่อน
ส่วนกรณีที่กระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งย้ายนายเพิ่มพูน พึ่งประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤตินั้น พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงเมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.) ว่า เป็นการโยกย้ายตามฤดูกาล เนื่องจากตำแหน่งรองอธิบดีกรมคุมประพฤติว่างอยู่ และไม่มีภารกิจสำคัญใดที่มอบหมายไว้
"การย้ายครั้งนี้ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่า นายเพิ่มพูนไม่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับส่วยน้ำมันเถื่อน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเกี่ยวโยงกับสินบนของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ เพราะต้องรอจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุ
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า ไม่มีภารกิจเร่งด่วนอะไรให้นายเพิ่มพูน แต่มีความจำเป็นต้องมีการปรับ ซึ่งไม่สามารถบอกเหตุผลได้ แต่เรื่องการสอบข้อเท็จจริงก็ดำเนินไป หากพบว่ามีการกระทำเข้าข่ายอาญาหรือวินัยก็ต้องถูกลงโทษ ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างตรวจสอบจึงยังเปิดเผยถึงผลสอบไม่ได้ว่า มีความเกี่ยวข้องหรือไม่





