วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้รัฐแจงจุดยื่นนิรโทษ

กมธ.ทุ่มงบ24ล้านฟังความเห็นยกร่างรัฐธรรมนูญ สนช.ลุยอีสานเปิดเวทีพบแจงโรดแมพ-ปรองดอง27-29ธ.ค.

"สุริยะใส"จี้"คสช.-รัฐบาล"แสดงจุดยืนให้ชัดใครบ้างจะได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรม หวั่นลักไก่บิดเบือนซ้ำรอยวิกฤติเดิม ด้าน"วันชัย"หนุนนิรโทษคดีเล็กน้อย เว้นคดีหมิ่นสถาบัน-ทุจริต-เผาทรัพย์สิน"

แนวคิดที่ให้มีการนิโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง ยังมีความคิดเห็นที่หลากหลายและต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงข้อเสนออนุกรรมาธิการปรองดอง ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรม เสนอให้มีการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองว่า ข้อเสนอดังกล่าวนั้น เป็นข้อเสนอที่สังคมเคยพยามยามเสนอกันมาแต่ล้มเหลว เพราะมีการลักไก่และบิดเบือนในขั้นตอนการออกกฎหมายจนกลายเป็นวิกฤติการเมืองมาแล้ว

โดยเฉพาะกรอบของการนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมที่ไม่ใช่แกนนำ แต่ไม่รวมคดีอาญาร้ายแรง คดีทุจริตและคดี ม.112 และผู้ชุมนุมที่ไม่ใช่แกนนำและติดคุกอยู่ในขณะนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทั้งนั้น เช่น เผาศาลากลาง ครอบครองอาวุธสงคราม หรือ ม.112 เป็นคดีร้ายแรงประมาณ 30 คน ศาลก็เริ่มให้ประกันตัวไปบ้างแล้ว แต่คนที่มีคดีติดตัวและยังไม่ตัดสินหรือไม่ถูกจำคุกหรืออาจได้ประกันตัว เพราะเป็นคดีไม่ร้ายแรงนั้นคนกลุ่มนี้อาจมีประมาณ 2,000 คน มีทุกกลุ่มทุกสี ซึ่งก็น่าเห็นใจ ต้องไปทำตัวเลข เอาข้อมูล เอารายละเอียดของคดีออกมา สังคมจะได้เห็นว่าใครบ้างจะได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตามกรอบนี้ จะได้ไม่หวาดระแวงว่าจะมีการซุกวาระซ่อนเร้นกันอีกหรือไม่

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องให้มีตัวแทนแต่ละฝ่ายไปเป็นกรรมการพิจารณา ก็ต้องดูความเหมาะสมว่าจะมาจากไหนบ้าง ใครจะเป็นตัวแทนที่ยอมรับกันได้จริง หรือจะขยายองค์ประกอบให้กว้างขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นเรื่องของผู้มีส่วนได้เสียในวงแคบ หลักสำคัญการปรองดองที่ต้องคำนึงคือต้องทำความจริงให้ปรากฎก่อน เพราะการนิรโทษเป็นเพียงมาตรการหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ที่น่าห่วงคือคนที่ได้รับการนิรโทษแต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิดก็จะขัดกับหลักปรองดอง ถ้าจะมีการปัดฝุ่นมาเสนอกันใหม่ก็ต้องรอบคอบ และรัฐบาลต้องแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน ถามความเห็นหลายฝ่ายจริงๆ เพราะเรื่องนี้ยังมีสัญญาณที่อึมครึมจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาล

"วันชัย"หนุนนิรโทษคดีเล็กน้อย

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรม เพื่อสร้างความปรองดอง ว่า การเสนอให้นิรโทษกรรมเป็นความเห็นส่วนตัวของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ยังไม่ใช่มติของคณะอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯจะสรุปข้อเสนอทั้งหมดในช่วงวันที่ 1-3 ธ.ค. จากนั้นจะส่งข้อเสนอให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานฯ นำไปพิจารณาต่อไป เพื่อส่งเรื่องให้ที่ประชุมสปช.พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย

ทั้งนี้เท่าที่กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองคุยกันเบื้องต้น เห็นว่าการนิรโทษกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ที่จำเป็นต้องเขียนไว้ แต่จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง หรือออกเป็นกฎหมายเฉพาะคงต้องพิจารณากันอีกครั้ง หากต้องเสนอเป็นกฎหมายเฉพาะก็จะส่งไปให้สนช.พิจารณา

"ส่วนตัวเห็นด้วย หากจะมีการนิรโทษกรรมเฉพาะคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับการร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะไม่มีเจตนา ยกเว้นคดีอุกฉกรรจ์ที่เกี่ยวกับการฆ่า ทำลาย หรือเผาทรัพย์สิน รวมถึงคดีทุจริต การหมิ่นสถาบัน จะนำมานิรโทษกรรมไม่ได้ ต้องแยกออกมาต่างหาก"นายวันชัย กล่าว

กมธ.ยกร่างรธน.ทุ่ม24ล.ฟังความเห็น

นพ.กระแส ชนะวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 1 เปิดเผยว่าที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นชอบและอนุมัติในหลักการต่อแผนจัดกิจกรรมในกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่นางถวิลวดี บุรีกุล กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฐานะประธาน อนุกมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เสนอ อย่างไรก็ตามทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีข้อเสนอแนะต่อกระบวนการรับฟังความเห็นว่าควรเน้นในด้านวิชาการ อาทิ รับฟังจากผู้ที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ตรงเป้าหมาย

ส่วนงบประมาณที่เสนอขอมาพร้อมกับการจัดกิจกรรม อยู่ที่ประมาณ 24 ล้านบาท มาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร , สถาบันพระปกเกล้าและหน่วยงานเครือข่าย โดยในส่วนของสถาบันพระปกเกล้า และหน่วยงานเครือข่ายนั้นอาจไม่ใช่เป็นการของบจากหน่วยงานดังกล่าว แต่เป็นการเข้าไปร่วมจัดเวที หรือเข้ารับฟังในเวทีที่สถาบันพระปกเกล้า หน่วยงานเครือข่าย ดังนั้นการเสนอของบประมาณจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอาจไม่ใช้จำนวนเต็มทั้ง 24 ล้านบาท

สำหรับกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะใช้งบประมาณจำนวน 24 ล้านบาทนั้น มีรายละเอียด คือ 1.หมวดการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จะใช้งบประมาณ จำนวน 15 ล้านบาท ดำเนินการเตรียมการจัดเวทีรับฟังความเห็น ที่ต้องทำคู่มือการรับฟังความเห็นและจัดอบรมผู้เอื้อกระบวนการ ส่วนที่สอง จัดเวทีรับฟังความเห็น 10 พื้นที่ คือ จ.กรุงเทพฯ, ชลบุรี, สุพรรณบุรี, เชียงใหม่, พิษณุโลก, ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, อุดรธานี,สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 13.6 ล้านบาท และส่วนที่สามคือทำวิดิทัศน์กระบวนการรับฟังความเห็น จำนวน 1,000 ชุด จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5แสนบาท

2.หมวดการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยแบบสอบถาม แบ่งเป็น ระหว่างดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ และ หลังการร่างรัฐธรรมนูญ จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2.6ล้านบาท 3.หมวดจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเฉพาะประเด็น ตามกลุ่มต่างๆ จำนวน 100 ครั้งๆ ละ 10,000 บาท จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1 ล้านบาท 4.หมวดจัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1แสนเล่ม จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3 ล้านบาท 5.หมวดการจัดทำสื่อให้ความรู้เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1,000 ชุด จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3 แสนบาท

6.หมวดจัดเวทีสัมมนาเผยแพร่ความรู้เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ต่างๆ จำนวน 5 ครั้งๆละ 1.25 แสนบาท รวมงบประมาณที่จะใช้ทั้งสิ้น 6.25 แสนบาท 7.หมวดว่าด้วยจัดพิมพ์สติ๊กเกอร์เพื่อรณรงค์การรับฟังความเห็นของประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 แสนชิ้น จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1ล้านบาท และ 8 หมวดจัดทำกล่องรับฟังความเห็นประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อติดตั้งที่ศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ จำนวน 10,000 แห่ง จะใช้งบประมาณ 5 แสนบาท

สนช.ลุยอีสานเปิดเวที7-29ธ.ค.

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการลงพื้นที่สร้างความปรองดอง และรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วทุกพื้นที่ของ สนช.ว่า หลักๆ จะใช้เครือข่ายสถาบันการศึกษาและเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ให้ทำหน้าที่ประสานระหว่างคนในพื้นที่กับ สนช.ให้ได้พบปะพูดคุยกัน

นอกจากนั้นจะประสานไปยังองค์กรภาคเอกชน และชุมชนด้วย ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนของกระบวนการลงพื้นที่ เบื้องต้นตั้งใจว่า วันที่ไม่มีประชุม สนช.ของทุกสัปดาห์จะมีโครงการที่ให้ สนช.ออกไปพบประชาชน โดยจะไปทั่วทุกภาค และมีกลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุมทุกวิชาชีพ โดยวันที่ 27-29 ธ.ค.นี้ จะเป็นการลงพื้นที่ภาคอีสาน เช่น จ.มุกดาหาร และ จ.บึงกาฬ ซึ่งถือว่าเป็นการลงพื้นที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่พบประชาชนของ สนช.จะใช้งบประมาณของวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการ สนช. เป็นงบประมาณปกติ ไม่ได้มีการขอเพิ่มแต่อย่างใด

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ต่างๆ นอกจาก สนช.จะรับฟังความเห็นจากประชาชนแล้ว ยังเป็นการลงไปสร้างความเข้าใจว่า สถานการณ์ของประเทศขณะนี้เป็นอย่างไร และชี้แจงถึงการทำหน้าที่ของ สนช. ที่เรื่องหลักคือ การสร้างความปรองดองและพัฒนาประเทศ ซึ่งเห็นว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาจะมาต่อต้านกัน แต่ควรช่วยกันไปสู่เป้าหมายของโรดแมพระยะที่ 3 ก็คือการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ที่มีความเห็นต่างค่อนข้างสูงจะพูดคุยกับแกนนำในพื้นที่ให้สื่อสารกับคนในพื้นที่ได้อย่างไร นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า "ตรงนี้ไม่น่าเป็นห่วง ตนเคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เคยเป็นข้าราชการ และเคยเป็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง เราพอจะทำความเข้าใจได้ว่า เราไปดี ไปบอกว่า สถานการณ์เดินมาถึงจุดไหนของโรดแมพระยะที่ 2 แล้ว"