สตช.สั่งย้ายด่วน"3บิ๊กตร.น้ำ"พันส่วยน้ำมันเถื่อน พ.ต.อ.วริศร์สิริภ์,พ.ต.อ.สมชาติ และพ.ต.อ.จักรพันธุ์
ที่ห้องประชุม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก) เมื่อเวลา 10.30 วันที่ 28 พฤศจิกายน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เรียกประชุมตำรวจจากทุกกองบังคับการในสังกัดบช.ก.
ประกอบการ กองบังคับการปราบปราม กองบังคับการตำรวจน้ำ กองบังคับการตำรวจทางหลวง กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการตำรวจรถไฟ กองบังคับการปราบปรามกากระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการ(ผกก.) ขึ้นไปถึงผู้บังคับการ(ผบก.) เข้าร่วมประมาณ 160 นาย โดยบรรยากาศการประชุมนั้นไม่เคร่งเครียดแต่อย่างใด โดยผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่สีหน้าเรียบเฉย แม้ว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายตำรวจระดับสูงในสอบสวนกลาง จะอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในข้อหาแอบอ้างสถาบันฯแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ เรียกรับส่วยก็ตาม
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ได้พูดเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อดีตผบช.ก. ในที่ประชุมด้วยแต่ไม่ได้แจงในรายละเอียดการดำเนินคดี โดยย้ำว่าหลังจากนี้ไป บช.ก.ต้องทำงานเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสอบสวนกลางที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต ซึ่งกองปราบปราม มีชื่อจับกุมทำคดีที่ไม่มีใครทำได้มาตลอด แต่หลังๆผ่อนลงไป จากนี้ไปให้ทุกกองบังคับการไปเขียนแอคชั่นแพลนในระยะเวลา 1 เดือน ภายในเดือนธันวาคมนี้จะทำอะไรบ้าง ในด้านการดำเนินการจับกุม ป้องปราบ คืนความสุขให้ประชาชน ซึ่งบช.ก.ไม่ได้ทำในระยะที่ผ่านมา
“ อีก1เดือนจากนี้ให้สื่อมวลชนคอยสังเกตผลงานของทุกกองบังคับการ ซึ่งจะมีผลในการปรับย้าย หากทำงานในช่วงนี้ทำงานไม่สำเร็จจะมีปัญหาในตำแหน่งที่ท่านอยู่ จะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเพื่อความเหมาะสม และได้พูดถึงขวัญกำลังใจ คนที่ทำงานดีอยู่แล้วไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ถูกต้องก็ทำงานต่อไป ไม่มีใครไปยุ่งหากทำดี เรื่องของรายชื่อส่วยนั้นก็ย้ำว่าไม่ได้ดำเนินการทุกคนที่มีชื่อ ต้องตรวจสอบที่มาที่ไป บางทีชื่อคล้าย ย้ำว่าไม่ได้กวาดทั้งหมด ต้องตรวจสอบก่อนเพราะเอกสารรายชื่อจ่ายส่วยได้มาจากผู้กระทำผิดที่อาจมีความคลาดเคลื่อน มีการรับแทน อ้างชื่อ ทั้งนี้จะดำเนินการกับใครต้องมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการส่งเงิน ย้ำไปว่าไม่ต้องกังวล ซึ่งทุกคนเข้าใจ ซึ่งบรรยากาศดีขึ้น จากนี้ไปสั่งการให้ทุกหน่วยทำตามหน้าที่ ผมยกเลิกชุดเฉพาะกิจในบช.ก.ทั้งหมดไปแล้ว ให้ทำตามหน้าที่ของหน่วยตามกฎหมาย และจะวัดผลรายสัปดาห์ตามแอคชั่นแพลนที่เสนอมา โดยจะติดตามการทำงานการปราบปรามมือปืนรับจ้าง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่นแก๊งรัสเซีย แก๊งโคลัมเบีย แก๊งเอทีเอ็ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งค้าทรัพยากรธรรมชาติ ค้าน้ำมันเถื่อน ทั้งหมด บช.ก.ต้องทำ ต้องดำเนินการ โดยให้ประชาชนแจ้งเบาะแสมาได้ผ่านสายด่วนโทร.1599 การประชุมวันนี้มีกันพร้อมเพรียงเว้นแต่ผู้ที่มีภารกิจสำคัญไม่ได้เข้าร่วม" พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อตำรวจเกี่ยวข้องกับส่วยน้ำมันเถื่อน ที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ออกมาเปิดเผย พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ตนรับมาส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตรวจสอบแล้ว ว่า ผกก. รองสารวัตร หมวดที่ กล่าวอ้างคือใคร มีความเชื่อมโยงระดับไหน โดยมีผู้ที่รับสารภาพไปแล้วบางคนยังต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติม
“วันนี้ ผมมีคำสั่งให้ตำรวจน้ำ ระดับพ.ต.อ. มาช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจสอบสวนกลาง 3 นายเพื่อเปิดโอกาสให้การตรวจสอบกรณีส่วยน้ำมันเถื่อนเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยได้มีคำสั่งบช.ก.ที่ 266/2557ให้ พ.ต.อ.วริศร์ ศิริภ์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้กำกับการ 5 ตำรวจน้ำ(รับผิดชอบภาคตะวันออก) พ.ต.อ.สมชาติ หรือธนชาติ ศุภวุฒิ ผู้กำกับการ 7 ตำรวจน้ำ(รับผิดชอบภาคใต้ตอนล่าง) และ พ.ต.อ.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ ผู้บังคับการเรือ(สบ4) กลุ่มงานเรือตรวจการณ์ จังหวัดชลบุรี ช่วยราชการศปก.บช.ก.โดยขาดจากตำแหน่งเดิม
จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้รายงานตัวที่ศปก.บช.ก. ตั้งแต่ 09.00 น.วันนี้ ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นคนผิด แต่เพื่อให้มีการตรวจสอบเรื่องการจ่ายส่วยน้ำมันเถื่อนในทะเล นอกจากตำรวจน้ำผมยังไม่เห็นชื่อของหน่วยอื่นเกี่ยวข้อง แต่มีรายชื่อที่ผบ.ตร.ให้มา มีหลายหน่วย แทบทุกหน่วยในพื้นที่ แต่ต้องตรวจสอบเสียก่อนเพราะหลายครั้งเจอโพยในพื้นที่ระบุรายชื่อ แต่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งนี้มีส่วนที่ตรงความจริง มีคนรับสารภาพแล้วและสอดคล้องกับที่ ผบ.ตร.ระบุ” พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณี พ.ต.ต.ชาตรี รุ่งดำรงค์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1กองกำกับการ 1ตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจหลวงประตูน้ำพระอินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา ลาออกกะทันหันเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับกรณีพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์หรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ตนขอเรียนว่า เป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถรับราชการได้ในสถานการณ์นี้ จึงขอลาออกก่อน หากขวัญและกำลังใจดีคงกลับมาใหม่ก็เป็นเรื่องของเขา เบื้องต้นไม่ผิดอะไร จึงใช้วิธีลาออกเพื่อไปใช้ชีวิตทำงานอย่างอื่น ขอเรียนว่าผู้ที่กระทำ ผู้ที่เกี่ยวข้องบางรายไม่สบายใจ ถูกกล่าวหาถูกมองในทางไม่ดี จึงคิดว่าลาออกดีกว่า ก็เป็นความคิดส่วนตัว การลาออกเป็นเหตุผลส่วนตัว ตนคงชี้ชัดไม่ได้ แต่เบื้องต้นไม่มีหลักฐานอะไรชี้ว่าเขากระทำผิด แต่เขาเลือกวิธีนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัว สอบถามแล้วทราบว่าเป็นความสมัครใจ
เมื่อถามถึงการออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า กรณีกลุ่มผู้ต้องหา 5 ราย ที่ถูกออกหมายจับและนำตัวฝากขังวันนี้ นั้น นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา เดิมมียศ ว่าที่ พ.ต. แต่ในขณะจับกุมได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชา ว่ามีการถอดยศและปลดจากการเป็นนายทหารราชองค์รักษ์แล้ว คำสั่งอยู่ในมือตน ส่วน นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา ก็มีคำสั่งถอดยศ จ.ส.อ. แล้วเช่นกัน ขณะที่นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักพระราชวัง ก็มีการปลดออกเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ตามคำสั่งของนายจิรายุ อิศรางกูล ณ อยุธยา โดยทั้ง 3 คนเคยเป็นข้าราชการ เคยมียศ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ถูกปลดไล่ออกแล้ว อย่างไรก็ตามในส่วนของตำรวจที่ถูกดำเนินคดีในขบวนการนี้อยู่ระหว่างดำเนินการถอดยศ เช่นกัน โดยตนจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดวันนี้ พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ขอนุมัติหมายจับกุม ผู้ต้องหา 3 ราย เป็นพลเรือนทั้งหมด มีพฤติการณ์ตั้งแก๊งทวงหนี้ ข่มขู่ ขูดรีด โดยแอบอ้างสถาบันฯ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือข่ายของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ทำหน้าที่ทวงหนี้ให้





