นักกม.ค้านชะลอ'ค่าโง่คลองด่าน'แนะตั้งงบกลางปี

นักกฎหมายชื่อดังค้านแนวคิดชะลอจ่าย "ค่าโง่คลองด่าน" เหตุดอกเบี้ยเดินทุกวัน
ส่วน 2 คดีที่ศาลยังไม่ตัดสินก็ไม่แน่จะเป็นประโยชน์ในการหักกลบลบหนี้ แนะรัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปีให้ สนช.เร่งพิจารณา ชี้เป็นกระบวนการเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีได้รับรู้ปมทุจริตคลองด่าน ส่วนอีกวิธีใช้ "งบกลาง" จ่าย
นายปรีชา สุวรรณทัต นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ควรชะลอการจ่ายค่าเสียหายให้แก่กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ผู้ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ตามที่มีทนายความคดีฉ้อโกงโครงการก่อสร้างฯ เสนอแนะ
ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำลังหาเงินจำนวน 9,618 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้กับกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ คพ.จ่ายค่าเสียหายตามคำสั่งอนุญาโตตุลาการ กรณีที่ คพ.บอกเลิกสัญญาก่อนที่กิจการร่วมค้าฯจะดำเนินโครงการแล้วเสร็จ แต่ต่อมา นายสุประวัติ ใจสมุทร ทนายความคดีฉ้อโกงโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ได้เสนอให้ชะลอการจ่ายไปก่อน เพื่อรอผลคดีฉ้อโกงซึ่งคาดว่าศาลจะตัดสินในอีกราวๆ 1 ปี
นายปรีชา กล่าวว่า คพ.และกระทรวงการคลังไม่สามารถชะลอการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ ถ้าจะรอชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้น คือ ตกลงประนีประนอมกับเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ยินยอม ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก
"ผมดูตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทนายความแนะนำให้รอคดีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งคดีแพ่งและอาญาให้ตัดสินเสียก่อน ระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปี แต่ผมเห็นว่าแม้ทั้ง 2 คดีนั้นศาลตัดสินให้ คพ.ชนะ ก็ไม่แน่ว่าจะหักกลบลบหนี้กันได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ คพ.ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว" นักกฎหมายชื่อดัง ระบุ
นายปรีชา กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังหาทางนำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไปชำระหนี้ ทั้งที่เป็นเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อย่างไรก็ดี ส่วนตัวเสนอให้รัฐบาลจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามวงเงินที่ต้องชำระหนี้ ซึ่งสามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 17
ทั้งนี้ กฎหมายมาตราดังกล่าว ระบุว่า ในกรณีจำเป็นจะต้องจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี คณะรัฐมนตรีอาจเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมต่อรัฐสภาได้ และให้แสดงถึงเงินที่พึงได้มาสำหรับจ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่ขอตั้งด้วย
"เราเรียกกฎหมายแบบนี้ว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรืองบประมาณรายจ่ายกลางปี ซึ่งผมคิดว่าสอดคล้องกับเรื่องนี้ เพราะเป็นการจ่ายเงินเกินกว่าหรือนอกเหนือกว่าที่งบประมาณรายจ่ายปี 2558 กำหนดเอาไว้ เพราะผมตรวจสอบงบ คพ.ในงบปี 58 แล้ว ก็มีเพียง 500 กว่าล้านบาท ไม่ได้ตั้งงบเพื่อการนี้แน่ๆ ฉะนั้นถ้าจะจ่ายเพื่อใช้หนี้ ก็ตั้งงบประมาณเพิ่มเติมได้ โดยเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาโดยเร็วที่สุด ซึ่ง สนช.น่าจะใช้เวลาอนุมัติไม่นาน เพราะมีเพียงไม่กี่มาตรา"
อย่างไรก็ดี นายปรีชา บอกว่า ข้อพิจารณาที่สำคัญก็คือ การเสนองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้ รัฐมีเงินรายได้พอที่จะนำมาใช้จ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ แต่วิธีการที่เสนอถือว่าอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง
เขากล่าวอีกว่า สมมติไม่ใช้วิธีการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เพราะไม่มีรายได้ที่นำมาใช้ตามงบที่จะต้องนำไปจ่ายเพิ่มเติมนั้น รัฐบาลก็ยังมีอีก 1 วิธี คือ ใช้รายการเงินงบกลางปี 58 ซึ่งอยู่ในหมวดงบกลาง (6) เรียกว่าเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
"เงินสำรองจ่ายในงบปี 58 ได้ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น 88,823,680,500 บาท (8 หมื่น 8 พันล้าน...) รายการนี้เพียงพอเอาไปชำระต้นเงินและดอกเบี้ยประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่แน่นอนจะกระทบกรณีส่วนราชการอื่นๆ มีความจำเป็นฉุกเฉินที่จะขอใช้งบกลางก้อนนี้ เพราะรายการนี้เกิดมาโดยไม่คาดฝัน ประกอบกับไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้จ่ายงบกลางไปบ้างหรือยัง จึงไม่ทราบว่าเหลือเท่าไร"
"งบกลางตั้งไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับทุกส่วนราชการที่มีความจำเป็น แต่แน่นอนในปัญหาเฉพาะหน้าก็สามารถใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในรายการนี้ได้ และสามารถนำไปจ่ายหนี้ได้ทันทีเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี โดยการอนุมัติของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ"
ทั้งนี้ นักกฎหมายการเงินการคลัง ยังเตือนว่า การขอใช้งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น อย่าทำให้สับสนหรือเข้าใจผิดว่าไปขอใช้เงินคงคลัง เหมือนที่รัฐบาลชุดที่แล้วนำไปจ่ายให้กับนโยบายรถคันแรก เพราะในทางกฎหมายไม่สามารถกระทำได้ ถ้าจะนำไปจ่ายตาม พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ.2491 มาตรา 7(1) ต้องมีรายการงบประมาณรายจ่ายตั้งไว้แล้วใน คพ. แต่ไม่พอจ่าย จึงจะนำเงินคงคลังไปจ่ายได้ แต่รายการนี้ไม่มีงบปี 58 ตั้งเอาไว้ ถ้านำไปจ่ายก็จะผิดกฎหมายเงินคงคลัง เหมือนที่นโยบายรถคันแรกเคยผิดมาแล้ว
"ส่วนตัวผมสนับสนุนให้ใช้วิธีตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกต้องรับภาระเงินจำนวนนี้ ได้ทราบถึงที่มาว่ารัฐบาลในอดีตได้ปฏิบัติมิชอบในเรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านอย่างไร เพราะการตั้งงบเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นกฎหมายอย่างเปิดเผยเข้าสู่ สนช. แต่ถ้าใช้งบกลาง ประชาชนทั่วไปจะไม่ทราบ เพราะฝ่ายบริหารสามารถอนุมัติจ่ายได้เลย" นายปรีชา กล่าวในที่สุด







