ม.เที่ยงคืนแถลงร้องคสช.ยกเลิกกฎอัยการศึก-ประกาศ คสช.กรณีห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยวคืน นำโดย ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์, รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล, รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ และดร.นัทมน คงเจริญ ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่อง “ร่วมกันหยุดยั้งการคุกคามเสรีภาพประชาชน” โดยเสนอให้ทางคสช.ยกเลิกกฎอัยการศึกและประกาศของ คสช. กรณีห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน รวมถึงเรียกร้องทุกองค์กรร่วมกดดันให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช.ที่ปิดกั้นและคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
รศ.สมชาย ได้อ่านแถลงการณ์ใจความตอนหนึ่งระบุว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะภารกิจด้านต่างๆขององค์กรของรัฐที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การเสนอและพิจารณาร่างกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนการพิจารณาแนวทางในการปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างกว้างขวางทั้งผลในด้านลบและด้านบวกต่อประชาชนในหลากหลายมิติ และยังมีผลผูกพันต่อไปในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมของประชาชนแต่ละกลุ่มในการแสดงความคิดเห็นเพื่อสะท้อนให้ผู้กุมอำนาจในองค์กรต่างๆ ตระหนักถึงความต้องการและผลกระทบที่ประชาชนแต่ละกลุ่มจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สำหรับการแสดงความคิดเห็นหรือการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านหรือผลักดันให้กฎหมายหรือนโยบายหรือโครงการต่างๆ ดำเนินไปในทิศทางที่ตนเองปรารถนาจึงนับเป็นสิทธิและเสรีภาพขึ้นพื้นฐานของประชาชน อันจะนำไปสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยนทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่จะช่วยให้การตัดสินใจของคณะบุคคลในองค์กรต่างๆของรัฐทุกองค์กรเป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
ความพยายามในการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วยการอ้างเหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการขอให้ทุกฝ่ายรอคอยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเสียก่อนนั้น นอกจากจะไม่เอื้อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้านและการตัดสินใจที่รอบคอบต่อประเด็นต่างๆแล้ว ยังอาจกลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะรัฐประหารและองค์กรที่คณะรัฐประหารจัดตั้งขึ้นได้พ้นจากอำนาจไปแล้ว เพราะการจับกุมหรือควบคุมตัวเป็นการยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เห็นต่างได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และจะไม่สามารถสร้างความเห็นพ้องต่อการดำเนินการใดๆให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
“ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงย่อมจะบังเกิดผลดีทั้งในปัจจุบันและในระยะยาว ต่างจากการปิดกั้นเสรีภาพด้วยกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช.ที่เป็นการกดทับความเห็นต่างเอาไว้ และจะสร้างแรงกดดันจนกลายเป็นระเบิดเวลาที่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือความเสียหายร้ายแรงในอนาคต ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องต่อสังคมให้ทุกกลุ่มทุกองค์กรในภาคสังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันกดดันเพื่อให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช.ที่ปิดกั้นและคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และขอยืนยันว่า การร่วมกันปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีความเห็นตรงกันหรือแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับการนำสังคมไทยให้เดินไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่เอื้ออำนวยให้รัฐและสังคมไทยสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆได้อย่างสันติและเป็นธรรม" รศ.สมชาย ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศภายในงานแถลงของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนว่า มีกลุ่มนักศึกษาเข้าร่วมฟังแถลงการณ์ของคณาจารย์จำนวนมาก และมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบมาร่วมสังเกตการณ์และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทั้งนี้ภายหลังจากแถลงการณ์แล้วเสร็จกลุ่มนักศึกษาได้ไชโยโห่ร้องสนับสนุนแถลงการณ์กันอย่างคึกคักและทางเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้พบปะพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองทำให้ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงหรือวุ่นวายเกิดขึ้นแต่อย่างใด





