"ประยุทธ์"เมิน"ยิ่งลักษณ์"โวยถูกปืนจี้หัวปล้นอำนาจรัฐ ชี้แค่วาทกรรมเตือนหากเคลื่อนไหวปลุกระดม
เกิดความวุ่นวาย อาจถูกห้ามไปเมืองนอก-ห้ามทำธุรกรรมการเงิน แนะนศ.เข้าแสดงความเห็นเวทีที่เปิดให้ แต่ห้ามด่ารัฐ-คสช. ด้านสปช.พร้อมเปิดเวทีให้นศ.แสดงความเห็นกลางธ.ค. กปปส.ชงยกเลิกส.ส.บัญชีรายชื่อ-ส.ว.มาจากสรรหาทั้งหมด
กรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับ โดยเปรียบเปรยสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ที่ผ่านมา เหมือนกับที่ประชาชนยื่นกุญแจรถให้ขับและให้ตนเองขับรถนำพาประเทศ แต่อยู่ดีๆ มีคนเอาปืนมาจี้ที่หัวแล้วบอกให้ตนเองลงจากรถ รวมถึงจะไม่มีความผิดจากคดีรับจำนำข้าว และพร้อมลงเลือกตั้งในปี 2559 นั้น
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้(25 พ.ย.) ถึงเรื่องดังกล่าวว่า "ท่านพูดได้ก็พูดไป ใครไปจี้ท่านเหรอ สิ่งที่พูด เขาเรียกว่าวาทกรรม ก็พูดไป มาถามเรื่องการเลือกตั้งกับผมทำไม ผมไม่ใช่ กกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ต้องไปถาม กกต.นู่น เข้าใจไหม ถ้าเลือกแล้วไม่ได้ ก็ไม่ได้ เลือกได้ก็เลือกไป ผมไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ผมไม่ได้ไปเลือกด้วยนี่ "
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่นักการเมืองออกมาพูดเพื่อสร้างความแตกแยกจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คสช.และหน่วยงานความมั่นคงกำลังพิจารณาเรื่องเหล่านี้อยู่ ซึ่งกติกามีอยู่แล้ว ถ้าเมื่อไหร่สร้างผลกระทบวุ่นวาย กติกาต่างๆ ก็มีตามระดับจากน้อยไปหามาก เช่น อยากไปต่างประเทศ ก็อาจไม่ได้ไป ถ้าอยากพูดก็พูดในประเทศ ห้ามไปที่อื่น ต่อไปก็ห้ามทำธุรกรรมการเงิน ซึ่งทั้งหมดเป็นกติกาที่มีอยู่แล้ว
เมื่อถามต่อว่าการออกมาพูดของนางสาวยิ่งลักษณ์ จะมีผลต่อการพิจารณาอนุญาตให้ไปต่างประเทศหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "นี่พูดไม่รู้เรื่องรึ ก็มันมีเรื่องกับคนอื่นหรือยังล่ะ ถ้าเกิดเรื่องแล้วค่อยว่ากัน แต่ถ้าคำพูด ทำให้คนออกมาต่อต้าน ก็ไม่ได้ ต้องเข้าใจนะ ถ้าพูดในบ้านอยากพูด พูดไป"
"ประยุทธ์"แนะนศ.นำปัญหาถกในเวที
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงแนวคิดการเปิดเวทีให้นักศึกษาเข้ามาแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการประชุมของสภาชุมชน ซึ่งตนนั่งฟังอยู่หลายนาที ตนก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ถ้าประชุมในสถานที่ แล้วนำปัญหามาแก้ ไม่ใช่ประชุมแล้วมาด่า คสช.หรือด่ารัฐบาล อันนี้ไม่ได้มันผิดด้วยสถานการณ์ เพราะเรื่องบางอย่างขอร้องไว้แล้ว ก็ต้องขอร้องกัน เราไม่ได้ไปลงโทษใครเด็ดขาด อย่างไรก็ตามขอให้เห็นใจตนด้วย
"ประชุมธรรมศาสตร์ผมก็ไปรับเรื่องมา ประชุมสภาประชาชนผมก็ไปรับเรื่องมา แถมผมบอกให้เปิดเวทีให้นักศึกษาและนักวิชาการให้ส่งตัวแทนเข้ามา เปิดให้เข้ามา ก็ไม่เข้ามา แล้วก็อย่าไปทำอะไรข้างนอก หรือเข้ามาแล้วก็ถูกขู่บังคับอีก แหมมันเอาใจยากจริง และเมื่อเปิดเวทีแล้ว ก็ต้องมีข้อสรุปกันมาเป็นเอกสาร อย่ามาต่อต้านกันตอนนี้เลย รู้สึกช้าไปรึเปล่า "
ส่วนการย้ายตำรวจที่จังหวัดขอนแก่นเนื่องจากกรณี 5 นักศึกษาไปชู 3 นิ้ว ด้านหน้าเวที พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในของตำรวจ เป็นมาตรการของเขา เป็นเรื่องของการทำงานที่อาจจะมีปัญหา หรือไม่เข้มงวด ก็ต้องลงโทษแบบนี้ ซึ่งเขาคงจะมีการสอบสวนแล้วก็ตักเตือน แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้กลัว
"ใครจะใจร้ายกับผมก็เชิญ ผมทำให้ท่าน ท่านยังจะมาทำร้ายผมอีก ก็เชิญ แต่มันคือกติกา ต่อหน้าคนในสังคมเยอะแยะ เมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่ไป มันเกิดความขัดแย้งไม่ได้หรอก เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรเลย ตำรวจผู้หญิงด้วยซ้ำที่พาตัวเขาออกไป ต้องชื่นชมเขาด้วย" นายกฯ กล่าว
สั่งปรับฉากหลัง"คืนความสุข"ป้องกันคนเบื่อ
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีมีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่า เบื่อรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ในรูปแบบเดิมๆว่า "เบื่อกันแล้วใช่ไหม คราวหลังจะให้รำละครเอาไหม หรือจะให้ไม่พูดเลย" เมื่อถามว่า ถ้าไม่พูดเลยทำได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทำได้ทุกเรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการบันทึกเทปการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีได้ปรารภกับคณะทำงานและชี้ไปที่ฉากหลังพร้อมกับกล่าวว่า อยากให้เปลี่ยนรูปแบบโดยเอาภาพอื่นมาใส่บ้าง ต้องการปรับเปลี่ยนให้ฉากหลังเป็นที่น่าดึงดูดและน่าสนใจกว่าเดิม ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้หารือเตรียมพร้อมทำการปรับรูปแบบทันที ซึ่งคาดว่าจะเปลี่ยนฉากหลังในรูปแบบใหม่ภายในสัปดาห์นี้
สปช.เปิดเวทีฟังความเห็นนศ.กลางธ.ค.
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้สปช. ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เปิดเวทีรับฟังความเห็นของนักศึกษาที่มีความเห็นต่างและออกมาเคลื่อนไหว ว่า มีความพร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนด้านเทคนิค เช่น การประสานวิทยากร การเตรียมสถานที่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดเวทีได้ประมาณกลางเดือนธ.ค.นี้ แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าการเปิดเวทีจะทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือไม่ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งการเคลื่อนไหวของนักศึกษามีมาตลอด และมีมานานแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ วัน เวลา และประเด็นเท่านั้น และไม่ส่งกระทบต่อเวทีปฏิรูป
นายเทียนฉาย กล่าวว่า การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นไม่ขัดกับกฎอัยการศึก เนื่องจากไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เวทีของการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ และไม่มีอะไรที่ขัดแย้ง ซึ่งเวทีดังกล่าวผู้เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วมด้วย
กปปส.ชงยกเลิกส.ส.บัญชีรายชื่อ
ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานได้เชิญตัวแทนของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เข้าให้ความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้กลุ่ม กปปส. ได้ส่งตัวแทนระดับแกนนำ 5 คน ได้แก่ นายถาวร เสนเนียม, นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์, ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ นายสุริยะใส กตะศิลา เข้าร่วม
นายเอกนัฎ กล่าวถึงข้อเสนอหนึ่งว่า ต้องยกเลิก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากไม่มีความยึดโยงกับประชาชน อีกทั้งยังพบว่าเป็นช่องทางที่ทำให้นายทุนพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำการทำงาน ส่วน ส.ว.สนับสนุนให้มาจากการสรรหา แต่ต้องปรับปรุงในประเด็นการสรรหาที่ยึดโยงกับสาขาอาชีพให้มากขึ้น
ต่อมา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงข้อเสนอของ กปปส.ที่สำคัญ ว่า 1.การปฏิรูปการเมือง ต้องส่งเสริมพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็ง อาทิ กำหนดให้มีสมาชิกพรรคการเมือง มีสาขาอยู่ในภูมิภาคต่างๆ และมีจำนวนสมาชิก ไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัด นอกจากนั้น ต้องสนับสนุนให้ผู้เสียภาษีสามารถบริจาคเงินเข้าพรรคการเมืองได้โดยตรง จำนวน 5% ของเงินรายได้ที่ได้รับต่อปี
2.การเลือกตั้ง เสนอให้ กกต.ต้องมาจากการสรรหาที่เป็นธรรม ส่วนอำนาจของกกต.กำหนดเฉพาะจัดการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ควรมีอำนาจตัดสินหรือให้ใบเหลืองหรือใบแดง 3.ที่มาของส.ส. เห็นว่าควรลดส.ส.ลงจากเดิม และกำหนดให้ส.ส.มาจากการเลือกตั้งระบบเขตเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าส.ส.จำนวนมากทำงานไม่มีประสิทธิภาพ 4.ที่มาส.ว. เห็นว่าควรมาจากระบบสรรหาทั้งหมด 5.การป้องกันการทุจริต ให้ประชาชนมีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลได่โดยตรง และ 6.การกระจายอำนาจต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยให้ผู้ว่าฯ, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องมาจากการเลือกตั้ง วาระดำรงตำแหน่งแค่ 2 วาระเป็นต้น
นอกจากนั้นยังเสนอการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ต้องแก้ไขการรวมศูนย์อำนาจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปสู่ภูมิภาค ขณะที่อัยการเสนอให้อัยการ มีข้อห้ามในการดำรงตำแหน่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ, การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ, ปฏิรูปพลังงาน
กกต.เสนอคงอำนาจแจกใบเหลือง-แดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานจัดทำข้อเสนอประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นของสำนักงานกกต.ที่มีนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต. เป็นประธาน ได้สรุปประเด็นที่เตรียมเสนอแก้ไขกฎหมาย และเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมร่วมระหว่างกกต. กับคณะที่ปรึกษากฎหมายที่ประกอบไปด้วยอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายมหาชน ในวันนี้ (26 พ.ย.) ก่อนเสนอไปยังพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 พ.ย.
ทั้งนี้ข้อสรุปที่กกต.ได้จากการศึกษาเห็นว่า ควรคงอำนาจใบเหลืองใบแดงไว้ที่กกต. เพื่อไว้จัดการกับการทุจริตเลือกตั้ง โดยกกต.เห็นว่าเดิมที่กฎหมายกำหนดให้กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง เพื่อให้เปิดประชุมสภาฯ ครั้งแรก แต่กกต.ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดได้ ส่วนใหญ่ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน ดังนั้น จึงเสนอให้มีการแก้ไขโดยหลังลงคะแนนเลือกตั้งแล้วให้กกต. มีเวลา 60 วันก่อนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
นอกจากนี้เสนอให้ประธานกกต. โดยความเห็นชอบของกกต.มีอำนาจในการออกประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งได้ และให้แยกระหว่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา และการกำหนดวันเลือกตั้ง ออกจากกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ขณะที่สถาบันการเมือง กำหนดให้มีส.ส.มาจากการเลือกตั้ง และจากระบบบัญชีรายชื่อในสัดส่วนเท่า ๆ กัน โดย ส.ส.เขตนั้น ให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง หรือใช้เขตใหญ่เรียงเบอร์ ส่วนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อนั้นกำหนดให้มีที่มาหลากหลายและมีความเป็นตัวแทนของภูมิภาคจริง ส่วนส.ว.ให้มาจากการสรรหาทั้งหมด
สนช.เปิดคดี"นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์"8-9ม.ค.
น.พ.เจตน์ ศิรธนานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ วิปสนช.กล่าวหลังการประชุมว่า วิปสนช.ได้พิจารณาเรื่องการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ที่จะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสนช.ในวันที่ 27 และวันที่ 28 พ.ย.นี้ โดยวิปสนช.มีมติกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของนายนิคม และนายสมศักดิ์ เป็นวันที่ 8 ม.ค.2558 และแถลงเปิดคดี นางสาวยิ่งลักษณ์วันที่ 9 ม.ค.2558 ซึ่งจะนำมติดังกล่าวให้ที่ประชุมใหญ่สนช.พิจารณาในวันที่ 27-28 พ.ย.นี้ ว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการแถลงเปิดคดีไปแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตั้งข้อซักถามของคณะกรรมาธิการ จำนวน 21 คน จากนั้นเข้าสู่การแถลงปิดคดีของทั้ง 2 ฝ่าย และลงมติถอดถอนหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน โดยจะรู้ผลว่าสามารถถอดถอนนายนิคม นายสมศักดิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ในช่วงเดือนก.พ.
ส่วนที่นายนิคม จะยื่นคัดค้านไม่ให้สนช.16 คน ซึ่งเคยเป็นอดีตส.ว.ที่ลงชื่อยื่นถอดถอนนายนิคม ไม่ให้มีส่วนในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนั้น น.พ.เจตน์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับที่ประชุมสนช.จะมีความเห็นอย่างไร และเป็นสิทธิที่นายนิคม สามารถยื่นเรื่องดังกล่าวมาให้ที่ประชุมสนช.พิจารณาได้





