สัมภาษณ์พิเศษ "เกริกไกร จิระแพทย์" เปิดนโยบายปฏิรูปศก.ชูปรัชญา "สังคมเสรีนิยม"
นายเกริกไกร จิระแพทย์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า "ถ้าเราจะทำการปฏิรูป จำต้องเริ่มคิดว่าเป้าหมายจะทำอะไร ปัญหาคือตรงไหน
ปัญหาประเทศไทยมี 3 เรื่อง 1 ศักยภาพการแข่งขัน 2.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และ3.ทำอย่างไรให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมีความยั่งยืนในการพัฒนา
นี่คือเป้าหมายที่คณะปฏิรูปเศรษฐกิจต้องทำ แต่กรอบความคิดจะออกมา 3 ประการ 1.จะเอาหลักการอะไรมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2. การแก้ไขระเบียบกฎหมายระบบโครงสร้างกลไกต่างๆ และ 3. การปฏิรูปวิธีการทำงาน คือ การจัดทำโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ
การปฏิรูป ต้องเริ่มทบทวนว่าแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจไทยควรเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาไทยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด
"เพราะมีการเปิดเสรีที่ไม่มีการควบคุมดีพอ ปล่อยให้มีการผูกขาดสินค้า เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ปล่อยให้ธุรกิจที่มีความสามารถไม่เท่ากันมาแข่งขันกัน ปล่อยให้คนอ่อนแอไม่สามารถรวมกลุ่มสร้างแรงต่อรองได้"
นายเกริกไกร กล่าวว่าแนวปรัชญาเสรีนิยมนี้ได้ใช้ในไทยมานานกว่า 70-80 ปี แต่เจตนารมณ์ในการทำให้เสรี ยังไม่ได้ทำ 100% รัฐบาลต่างๆได้เบี่ยงเบนบิดเบือนเจตนารมณ์เสรีนิยมไปในทางที่ไม่เป็นคุณกับคนส่วนใหญ่
ดังนั้น ประเทศจะปฏิรูปเศรษฐกิจ จึงควรจะเริ่มที่รากฐาน คือ การปรับอุดมการปรัชญาแนวคิดทางเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมองว่าไทยควรเปลี่ยนแนวปรัชญาเป็น “สังคมเสรีนิยม” หรือ แนวทางเศรษฐกิจที่สังคมเป็นใหญ่ โดยจะต้องมองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่ให้คนกลุ่มเล็กมาผูกขาด ขณะเดียวกันเราก็ไม่ไปผูกมัดและกีดขวางการทำงานที่เป็นเสรี
นายเกริกไกร กล่าวต่อว่าในทางเศรษฐกิจ"สังคมเสรีนิยม"ที่เอกชนมีเสรีในการประกอบธุรกิจ โดยที่รัฐจะไม่เข้ามาแข่งขัน หรือ ควบคุมเกินความจำเป็น โดยมุ่งเน้นการเสมอภาคทัดเทียม รัฐวิสาหกิจจะต้องไม่เข้ามาแข่งกับเอกชน จะต้องปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันให้รัฐวิสาหกิจมาแข่งขันกับเอกชนในระดับเดียวกัน
"ในระบบของเราราชการไม่ควรมายุ่งมากมาย เป็นกรรมการควบคุม ไม่ใช่ผู้เล่น ส่งเสริมให้เกิดผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งการที่กรรมการถือกฎเกณฑ์จะลงมาเป็นผู้เล่นเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม"
“สังคมเสรีนิยม จะต้องเป็นการค้าเสรีที่มีการปกป้องคุ้มกันตัวเองได้ และมีวิธีการปรับตัว รัฐจะต้องสร้างความรู้ส่งเสริมความสามารถให้แข่งขันในเศรษฐกิจเสรีนิยมได้ แต่จะต้องป้องกันไม่ให้ธุรกิจที่อ่อนแอเจ็บตัว โดยการช่วยเหลือให้มีการปรับตัว หากธุรกิจใดปรับตัวไม่ได้ก็ต้องส่งเสริมให้ไปทำธุรกิจหรืออาชีพอื่น และที่สำคัญจะต้องลดความเหลื่อมล้ำ ที่ยังมีความน่าเป็นห่วง เห็นได้จากตัวเลขของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 10% แต่มีสัดส่วนของรายได้สูงถึง 40% ส่วนคนจนที่สุด 10% มีสัดส่วนรายได้เพียง 1.6% ซึ่งจะต้องลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำตรงนี้ให้ได้” นายเกริกไกร กล่าว
ตั้งเป้าปี 2575 ปรับโฉมประเทศ
นายเกริกไกร กล่าวว่าหลังจากได้ปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจที่ชัดเจนแล้ว จะต้องมองไปข้างหน้าว่าอยากจะเป็นอะไร จากการหารือกัน 3 ครั้งของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สรุปวิสัยทัศน์ ปฏิรูปให้ประเทศไทยเป็น "สังคมที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความเสมอภาค เอื้ออาทร มีการแข่งขันที่ทัดเทียม ฉลาดเฉลียว และใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือการพัฒนา"
ตั้งเป้าหมายว่าวิสัยทัศน์นี้ ควรจะบรรลุผลได้ภายในปี 2575 อีก 18 ปีจากนี้ไป ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ไม่เร็วและช้าเกินไปในการปฏิรูปประเทศทั้งหมด โดยเป้าหมายระยะสั้นจะยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภายในปี 2563
"เป้าหมายของการปฏิรูปทั้งหมด ไม่ใช่อยู่ที่ประเทศไทยจะร่ำรวย หรือมีคนรวยมากแค่ไหน แต่เป้าหมายหลักก็คือการทำให้สังคมไทยลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด เป็นสังคมที่มีความเท่าเทียบ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลีย แม้ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมรายใหญ่ และพึ่งพากับอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหลัก แต่ประชาชนก็มีความมั่งคั่ง มีสวัสดิการที่ดี หากไทยไปถึงจุดนี้ได้ ก็จะถือว่าแนวทางปฏิรูปนี้สำเร็จผล" นายเกริกไกร กล่าว
สร้าง"เทรดดิ้งเนชั่น"-ปลูกค่านิยมการค้า
การบรรลุเป้าหมายกังกล่าว นายเกริกไกร กล่าวว่าได้กำหนดไว้ใน 3 ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเป็นเทรดดิ้งเนชั่น หรือประเทศที่ทำการค้าขาย เราจะต้องทำให้คนไทยตั้งแต่รากหญ้าเป็นผู้ที่อยากจะค้าขายและมีวิธีการที่ทำได้ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตเท่านั้น จะต้องผลิตและขายเองได้ ต้องกลับไปคิด คิดง่ายๆ ต้องทำให้รากหญ้าเป็นวิสาหกิจชุมชน และจากนั้นจะต้องยกระดับขึ้นมาเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี และเมื่อก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดเล็กแล้ว ก็จะต้องยกระดับไปสู่ธุรกิจขนาดกลาง และใหญ่ให้ได้
ขณะนี้ ประเทศไทยมีธุรกิจอยู่ 2.8 ล้านราย มี 97% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก 2.7 ล้านราย ธุรกิจขนาดกลางมีสัดส่วน 0.4% จำนวน 1.4 หมื่นราย และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีสัดส่วนเพียง 0.26% หรือ 7 พันกว่าราย ดังนั้นจึงเห็นช่องว่าระหว่างธุรกิจขนาดเล็ก กับกลางและใหญ่สูงมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข
ยกระดับธุรกิจบริการเพิ่มรายได้เข้าประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นประเทศผู้ให้บริการ โดยจะเพิ่มศักยภาพภาคธุรกิจบริการ เนื่องจากเป็นภาคธุรกิจที่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อีกมาก ซึ่งหากเปรียบเทียบศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศในภาคธุรกิจหลักๆแล้ว พบว่า ภาคการเกษตรมีสัดส่วนของประชากรที่อยู่ในภาคธุรกิจนี้สูงถึง 39% แต่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ให้กับประเทศได้เพียง 12% ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนของประชากร 14% แต่สร้าง จีดีพีให้กับประเทศสูงถึง 33% และภาคบริการ มีประชากรในธุรกิจนี้ 47% แต่สร้างจีดีพีให้กับประเทศ 55%
"จากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าภาคการเกษตรมีประสิทธิภาพน้อยที่สุด ใช้แรงงานมาก แต่ได้ผลทางเศรษฐกิจไม่เต็มที่"
นายเกริกไกร กล่าวว่า หากเศรษฐกิจไทยจะก้าวไปสู่อนาคตที่เข้มแข็งได้ จะต้องเพิ่มการแปรรูปวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศให้มากขึ้น เพิ่มประเภทอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเพิ่มผู้ประกอบการในภาคบริการ
"ภาคบริการ ยังเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมาก และเป็นภาคธุรกิจที่ไทยเข้มแข็งยืนอยู่ได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กลงทุนน้อย ทำได้ง่าย ซึ่งจะต้องทำให้คนในกลุ่มนี้ส่งผลทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ก่อสร้าง โรงแรม ซึ่งจะต้องไม่เพียงแต่จะทำธุรกิจภายในประเทศ แต่จะต้องก้าวออกไปปักฐานในต่างประเทศให้ได้"
ดันทุนไทยปักฐานธุรกิจทั่วโลก
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การออกไปลงทุนในต่างประเทศ การที่ไทยจะขยายอาณาเขตเศรษฐกิจออกไปได้ จะต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ ดึงทรัพยากรในต่างประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยการออกไปตั้งฐานธุรกิจใช้ทรัพยากรทั่วโลกมาสร้างมูลค่าเพิ่มผลกำไรให้งอกเงยและส่งกลับประเทศ
"การทำเช่นนี้ได้ ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายที่เปิด เพื่อให้ต่างชาติเปิดสำหรับคนไทยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขัน"
ใช้รธน.ตีกรอบรัฐบาลในอนาคต
แต่ประเด็นสำคัญ คือ หากเปลี่ยนรัฐบาลจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ นายเกริกไกร กล่าวว่าปัญหาที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้รัฐบาลในอนาคตมีความเคารพทำตามปรัชญาในแนวทางการปฏิรูปนี้ได้ และไม่เกิดนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ
"ในเบื้องต้นมองว่าการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้านประชาธิปไตยที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งมีแนวคิดว่าจะนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจหลักการของการปฏิรูปนี้เข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญ จะเขียนระบุขอบข่ายผูกมัดรัฐบาลต่อไปว่า การกระทำนโยบายเศรษฐกิจใดๆที่ทำให้ไม่มีเสถียรภาพทางการเงินการคลังจะทำไม่ได้ หรืออาจจะกำหนดเพดานของประชานิยมได้ไม่เกิน 8% ของงบประมาณหรือจีดีพี ซึ่งจะต้องไประดมสมองกำหนดเพดานที่ชัดเจน"
นายเกริกไกร กล่าวว่าจะต้องคิดกลไกหลักเกณฑ์ที่กำกับเพื่อให้การเบี่ยงเบนนโยบายปฏิรูปนี้ สามารถทำได้ตามความจำเป็นของสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เป็นการทำลายเจตนารมณ์และหลักการพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้
"ไม่ให้เปลี่ยนเลย ไม่สามารถทำได้ แต่จะพยายามทำให้การปรับเปลี่ยนอยู่ในกรอบที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และเป็นไปในแนวทางหลักของการปฏิรูป ซึ่งประชานิยมสามารถทำได้หากอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง" นายเกริกไกร กล่าว





