(รายงาน) "คณะทำงานสื่อเพื่อปฏิรูป" แนะรธน.ใหม่ชูเสรีภาพแสดงความเห็น
กรณีพฤติการณ์แทรกแซงการนำเสนอข่าวของสื่อที่เกิดกับรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป" ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างสื่อกับทหาร ในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจเต็มในบ้านเมืองตั้งแต่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา
เพราะที่ผ่านมาก็มีการเผชิญหน้ากันหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ คสช.ออกประกาศฉบับที่ 97/2557 ที่เข้าข่าย "จัดระเบียบสื่อ" ถึงขั้นวิจารณ์อะไร คสช.และรัฐบาล ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารไม่ได้เลย
"ให้บุคคลดังกล่าวรวมทั้งบุคคลอื่นใดงดเว้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะ ดังต่อไปนี้...(3) การวิพากษ์ วิจารณ์การปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง..."
ผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสด้านสื่อสารมวลชนหลายท่านที่ผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองมาหลายยุคหลายสมัย บอกว่าเนื้อหาประกาศฉบับนี้แรงกว่ายุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เสียอีก!
ครั้งนั้นมีการเคลื่อนไหวของสื่ออย่างกว้างขวางจน คสช.ต้องยอมถอย ออกประกาศฉบับที่ 103/2557 ออกมาแก้ไข แต่เนื้อความก็ผิดพลาดจนไม่แน่ใจว่าจงใจให้ผิดเพื่อคงข้อความในประกาศเดิมไว้หรือไม่
อย่างไรก็ดี กรณีไทยพีบีเอสถือว่าละเอียดอ่อนกว่าการเผชิญหน้าครั้งก่อนๆ เพราะจังหวะเวลาช่วงนี้เป็นช่วงของการเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดของประชาชนเพื่อนำไปสู่การยกร่างกติกาประเทศใหม่ นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน
ฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่จบง่าย!
เมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ถนนสามเสน คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชน จึงได้นัดประชุมกัน โดยมี นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธาน
นายเทพชัย ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นควรให้มีมาตราที่เกี่ยวกับการส่งเสริมปกป้องเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น และสื่อมวลชนควรได้รับการคุ้มครอง บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเนื้อหาจะไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถูกนายทหารกลุ่มหนึ่งกดดันให้เปลี่ยนตัวผู้ดำเนินรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป" โดยเป็นการหารือด้วยความห่วงใย เห็นว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายคุกคามสื่อมวลชน แม้จะมีการส่งนายทหารเข้าพบสื่อมวลชนและใช้ภาษาสุภาพ แต่วิธีสื่อสารและเนื้อหาที่พูดคุยส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการปฏิรูป
"จึงอยากเห็นความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่าควรสื่อสารกับสังคมเพื่อส่งสัญญาณไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาให้ชัดเจนถึงจุดยืนของ พล.อ.ประยุทธ์ กรณีนี้ไม่ควรมีการปิดกั้นสื่อมวลชน และไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์ที่มีนายทหารไปอ้างว่าผู้บังคับบัญชาสั่งการ เพราะไม่ทราบว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นการอ้างคำสั่งของผู้บังคับบัญชาจริงหรือไม่ อีกทั้งอยากเห็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผลักดันให้การปฏิรูปเกิดการมีส่วนร่วมมากที่สุด"
อย่างไรก็ดี นายเทพชัย บอกว่า การประชุมวานนี้ เป็นการแสดงความห่วงใยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นออกแถลงการณ์ แต่จะสื่อไปทางรัฐบาล และ คสช.ให้เห็นว่าสื่อมวลชนมีส่วนสร้างบรรยากาศการปฏิรูป นอกจากนี้ เสรีภาพของสังคมก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิรูปได้
ส่วนข้อเรียกร้องเคลื่อนไหวกดดันให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และฉบับที่ 103 ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้น นายเทพชัย กล่าวว่า ขณะนี้สังคมยังมีความหวาดระแวงอยู่ ดังนั้น คสช.จะต้องพิจารณาประกาศฉบับดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่พร้อมจะช่วยการปฏิรูปให้เดินหน้าไปได้
สำหรับกรณี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก จะเชิญสื่อมวลชนหารือเพื่อขอความร่วมมือนั้น นายเทพชัย บอกว่า พร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ ถ้าเป็นเวทีการทำความเข้าใจหรือแลกเปลี่ยนความเห็น แต่จะต้องเป็นการพูดคุยบนพื้นฐานความเข้าใจ ไม่ทำให้เกิดการตีความว่าแทรกแซงสื่อมวลชน
อนึ่ง การหารือของคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป เรื่องการบรรจุประเด็นรับรองเสรีภาพสื่อและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เสียงส่วนใหญ่เสนอให้ยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 45 และ 46 พร้อมเสนอให้ตัดหรือยกเลิก มาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันที่ระบุว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน..."
เนื่องจากเห็นว่ามาตราดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ตรวจสอบได้ยาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนจำนวนมาก





