"พิชิต" ทีมก.ม.เพื่อไทย ชี้ข้อสังเกต3ประการ ปม สนช. วางกรอบถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" คดีจำนำข้าว
นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาทีมกฎหมายคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่มีข่าวว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)มีการวางกรอบการพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะมีการลงมติในวันที่ 25 ธ.ค. ว่า ขอตั้งข้อสังเกตกรณีดังกล่าวไว้ 3 ประเด็น คือ ประการแรก เห็นว่าการวางกรอบระยะเวลาพิจารณาของ สนช.นั้นแตกต่างไปจากคดีอื่นโดยเฉพาะคดีถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นคดีลักษณะเดียวกันแต่กลับไม่มีการวางกรอบเวลา เห็นชัดเจนว่าคดีของน.ส ยิ่งลักษณ์ ดูเร่งรีบในกระบวนการเป็นอย่างมาก
ประการที่สอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นขอความเป็นธรรมต่อสนช.3 เรื่อง โดยทั้ง 3 เรื่องไม่ได้เป็นการขอเกินกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งหนึ่งใน 3 เรื่องนั้นเป็นการยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านการพิจารณาคดีถอดถอน ซึ่งขอเหมือนนายสมศักดิ์และนายนิคม ว่า สนช.ถอดถอนไม่ได้ เพราะข้อบังคับการประชุมสนช.หมวดที่ 10 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการถอดถอนเป็นข้อบังคับที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และล้มล้างประเพณีที่มีมาแต่เดิม ซึ่งคำร้องนี้ก็ไม่ได้มีการพิจารณาวินิจฉัย แต่กลับมาตีกรอบระยะเวลาแทน
นายพิชิต กล่าวว่า คำร้องนี้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ควรมีข้อยุติว่าหากเห็นว่ามีอำนาจในการรับพิจารณาเพียงคนเดียว ก็ควรตอบให้ชัดไม่ใช่เงียบหรือนิ่งแล้วก็มากำหนดกรอบการพิจารณาเช่นนี้ เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน การถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ได้ ถือเป็นสาระสำคัญของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังนั้นควรมีข้อยุติให้สิ้นกระแสความ ส่วนตัวเห็นว่าทางออกที่ดีนั้นควรนำคำร้องคัดค้านเข้าสนช.เพื่อพิจารณาให้ได้ข้อยุติว่าตกลงแล้วสนช.จะถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หรือไม่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าสิ่งที่พูดไม่ใช่เพราะต้องการหนีการตรวจสอบหรือจะประวิงเวลา เพราะการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในคดีถอดถอนสนช.ควรจะสร้างมาตรฐาน และต้องทำให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนประการที่สาม ขอตั้งข้อสังเกตว่า เวลาบรรจุวาระการประชุมนั้นจะมีคำที่เขียนไว้ในวาระการประชุมว่าเป็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 6 แต่ทำไมข้อบังคับการประชุมของสนช.ว่าด้วยหมวดถอดถอนจึงไม่เขียนคำนี้ลงไปในข้อบังคับว่าถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 6 ซึ่งจะทำให้ลักษณะการออกข้อบังคับเป็นไปตามประเพณีที่วุฒิสภาดำเนินการไว้ โดยข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภาว่าด้วยเรื่องการถอดถอนจะเขียนกำหนดว่าถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ 50
"เหมือนเป็นการทำแบบปกปิด ลับๆล่อๆ มันไม่ใช่วิสัยของสนช. วาระการประชุมเขียนว่าถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 6 แต่ข้อบังคับกลับไม่เขียน ถ้าเขียนมันจะได้หมดข้อโต้แย้งว่าสนช.สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จะได้เป็นประวัติศาสตร์ว่าการตีความแบบนี้มันถูกหรือผิด ถ้ากล้าถอดถอนก็ต้องกล้าเขียน ตรงนี้เป็นประเด็นที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ โต้แย้งไว้เนื่องจากเป็นสาระสำคัญ เพราะมันขัดต่อรัฐธรรมนูญและประเพณี "นายพิชิต กล่าวและว่า ส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะแถลงปิดคดีด้วยตนเองหรือไม่นั้น ต้องรอการทำงานของทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งขณะนี้กำลังทำงานอย่างแสนสาหัส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวาระการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 12 พ.ย.เพื่อพิจารณาเรื่องถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น ระบุว่า เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542





