"สุรพงษ์"จี้นายกฯเอาผิดคดีปรส.เสียหายมากว่าจำนำข้าว จ่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) สร้างมาตรฐานในการพิจารณายื่นเรื่องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการจำนำข้าว กับกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)ด้วย
โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากที่ ป.ป.ช. ได้ออกมาชี้แจงต่อเรื่องดำเนินการที่มีผู้ร้องเรียนกรณีคณะกรรมการปรส.และผู้บริหารปรส.ได้จำหน่ายสินทรัพย์ซึ่งได้มาจากสถาบันการเงิน 56 แห่งโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ ให้กับผู้ซื้อเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย ซึ่ง ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า นายมนตรี เจนวิทย์การ ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ปรส. มีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่ปฏิบัติการงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามข้อบังคับ ปรส. พ.ศ.2540 และ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ป.ป.ช.ก็ได้ส่งสำนวนพยานหลักฐานให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องคดี และอัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดีในส่วนของนายมนตรี เลขาธิการ ปรส. รวม 2 เรื่องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 นั้น ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต้องนำเงินภาษีราษฎรที่เป็นงบประมาณแผ่นดิน ต้องไปชดใช้เป็นดอกเบี้ย และเงินต้นที่เกิดจากการดำเนินการของ ปรส.ตั้งแต่ปี 2540 มาเป็นระยะกว่า 10 ปี และประเทศชาติรวมทั้งประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ 1 ล้านล้านบาท และยังคงเป็นภาระที่ต้องใช้หนี้กันอีกต่อไปนับ 10 ปี ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐในกรณี ปรส.นี้ เป็นที่ชี้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ผู้บริหารปรส. ซึ่งถูกกำกับ ควบคุม ดูแลด้านนโยบายโดยรัฐบาลขณะนั้น คือ นายชวน หลีกภัย ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีนั้น ได้กระทำผิด โดยป.ป.ช.เห็นว่า การกระทำของนายมนตรี เลขาธิการ ปรส. มีมูลความผิดและคดีถูกยื่นฟ้องแล้วโดยอัยการสูงสุด
ดังนั้นจึงมีคำถามว่า เหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่ยื่นถอดถอนนายชวน หลีกภัย ในข้อหาละเว้น ปล่อยปละ ให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปล่อยให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตสร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่โครงการรับจำนำข้าว ทั้งที่ยังไม่สามารถสรุปข้อกล่าวหาคนผิด คนทุจริตและยังไม่ได้สรุปส่งฟ้องคดีเอาผิดกับบุคคลใดในชั้นศาลได้เลย แต่ป.ป.ช. กลับยื่นเรื่องให้ สนช. พิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฐานะนายกรัฐมนตรี จากข้อกล่าวหาปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหายกับงบประมาณแผ่นดินกว่า 6 แสนล้านบาท ทั้งที่ตัวเลขสรุปความเสียหาย ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่นำมารวมด้วยหรือไม่
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณ ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมา (13 พ.ย.) ได้ออกมาระบุ ถึงตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด ที่มีความชัดเจนว่า ความเสียหาย กว่า 6 แสนล้านบาทนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 - 2557 รวม 10 ปี แบ่งเป็นความเสียหายช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กว่า 5 แสนล้านบาท และรัฐบาลก่อนหน้านั้น คือ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอื่นๆ ประมาณ 1 แสนล้านบาท ดังนั้น ป.ป.ช. ก็ควรต้องยื่นเรื่องให้สนช.พิจารณาการถอดถอน นายอภิสิทธิ์ และนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในข้อหาปล่อยปละ ละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการประกันราคาข้าวที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับงบประมาณแผ่นดินด้วยเช่นกัน จึงมีคำถามว่า เมื่อพบความเสียหายจากที่ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงชัดเจนแล้ว ป.ป.ช. จะยื่นเรื่องให้ สนช. พิจารณาถอดถอน นายอภิสิทธิ์ และนายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ เมื่อใด ที่สำคัญสุดหากเปรียบเทียบตัวเลขมูลค่าความเสียหาย ในการดำเนินงานของ ปรส.ในยุครัฐบาลนายชวน จะมีมากกว่า ปริมาณความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่พิสูจน์เห็นได้ชัดเจน โดยความเสียหายของ ปรส. เกิดขึ้นมาร่วม 10 กว่าปี
"ผมจึงขอเรียกร้องประธานคสช.และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบเรื่องนี้ให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดเหลื่อมล้ำในสังคมไทย และเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ให้กลับคืนสู่ความสมานฉันท์ปรองดองได้ และขอให้ประธาน คสช. ต้องกำชับให้การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ต้องไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เป็น 2 มาตรฐาน และอยากให้นายกฯ ประยุทธ์ เชิญ ประธาน ป.ป.ช. - ประธาน สนช. มาหารือเรื่องนี้โดยเร็วเพื่อทำให้โปร่งใส ตรงไปตรงมา ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล" นายสุรพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ในวันที่17 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.จะนำหนังสือเรียกร้องเรื่องนี้อยางเป็นทางการ ไปยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่ อนุ ป.ป.ช. ได้ตั้งเรื่องสอบสวน ครม.รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งคณะที่ปฏิบัติหน้าที่ขณะนั้น จากกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. ทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่มีผู้ร้องด้วย ทั้งที่ผ่านมาในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. หากจะนำเรื่องใดมาตรวจสอบพิจารณา ก็จะมีผู้ร้องเรียนก่อน วันนี้จึงเหมือน มาตรฐาน ป.ป.ช. เปลี่ยนไป ซึ่ง ป.ป.ช. ควรดำเนินการในทุกๆ เรื่อง ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ตนจึงขอฝากถึงหัวหน้าคสช. ว่าต้องกำชับ ป.ป.ช.ในการใช้อำนาจทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ด้วย ไม่เช่นนั้นกระบวนตรวจสอบและการยุติธรรมในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะบิดเบี้ยวไป ความเชื่อมั่นในนานาชาติจะไม่มีให้รัฐบาลไทย โดยเราก็จะไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.และรมว.ยุติธรรม เรื่องเดียวกันนี้ โอกาสต่อไปตามลำดับด้วย
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย จะส่งผู้แทนพรรคเข้าร่วม กับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อ สปช. ระบุว่า หากมีการประชุมของพรรคการเมืองในเรื่องนี้ ทำได้ไม่ผิดกฎอัยการศึก ดังนั้นคงต้องรอผู้บริหารและสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประชุมกันก่อนว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร จะจัดส่งใครไป อย่างไร แต่สิ่งที่เราอยากคือเมื่อมีผู้แทนจากพรรคต่าง ๆ ไปร่วมชี้แจงในคณะกรรมาธิการฯแล้ว ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการฯ เปิดถ่ายทอดสดด้วย เพื่อให้ประชาชนได้ยิน ได้รับฟังสิ่งที่แต่ละพรรคการเมืองเรียกร้องแล้ว เมื่อสปช. จะนำเรื่องนั้นไปทำ ก็จะได้ตรวจสอบว่ามีการบรรจุเรื่องเหล่านั้นด้วยหรือไม่ จึงคิดว่าสปช. ควรต้องให้มีการถ่ายทอดสด เพราะไม่อยากให้ข้อเรียกร้องของแต่ละพรรคการเมืองที่เสนอเป็นเพียงแต่ลมปาก ที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติเลย





