(สัมภาษณ์) "พล.อ.ฉัตรชัย" กระตุกรักชาติ ดัน "แบรนด์ไทย" ลุยนอก
หลังถอนเครื่องแบบทหารมาสวมสูท นั่งบริหารงานด้านเศรษฐกิจที่กระทรวงพาณิชย์เต็มรูปแบบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดให้สื่อมวลชน สัมภาษณ์ในประเด็นการค้าระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก
โดยย้ำว่าการส่งออกมีสัญญาณดีซึ่งได้เรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่าอีก 1-2 เดือนจากนี้ จะเห็นสัญญาณการส่งออกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
ยันไทยต้องพึ่งส่งออกต่อ
แม้การพึ่งพาส่งออกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในสัดส่วนสูง ถือเป็น"ความเสี่ยง"แต่ช่วง 3-5 ปีจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ยังเชื่อว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกต่อไป ก่อนที่จะปรับโครงสร้างให้พึ่งพาตัวเองให้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระยะสั้น เพื่อให้ภาคการส่งออกเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อเนื่อง
จะต้องรักษาตลาดส่งออกที่มีอยู่เดิมไว้ ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มสัดส่วนการค้าชายแดนให้มากขึ้น หากสัดส่วนการส่งออกด้านใดด้านหนึ่ง มีปัญหายังมีตลาดอีกซีก รองรับการส่งออกของไทยได้
หนุนรักชาติใช้แบรนด์ไทย
ส่วนระยะยาวการสร้างความยั่งยืนในวันข้างหน้าเป็นเรื่องที่ต้องวางรากฐาน ไม่ว่าจะเป็น การผลิตสินค้าภายใน ค่านิยมของคนไทย เราต้องวางรากฐาน ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้ จะเห็นว่าหลายๆ ประเทศมีความเข้มแข็ง อย่างญี่ปุ่น กับเราห่างกันมาก เรื่องของความ"รักชาติ" รักความต้องการสินค้าในประเทศ เรามีสินค้าของเราใช้แบรนด์ไทย แต่กลับขายไม่ได้ หลายแบรนด์ผลิตในไทยแต่ต้องใช้แบรนด์ฝรั่งถึงจะขายได้ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาสร้างขึ้นมา
การสร้างความเข้มแข็งของสินค้าและความมั่นคง ต้องใช้เวลา ต้องให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งปีงบประมาณ2558-2559 ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้
"ฉัตรชัย"เชื่อส่งออกไม่ติดลบ
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่ามีความตั้งใจที่จะผลักดันการส่งออกให้สูงสุด ทราบดีว่าช่วงต้นปี ที่ผ่านมา มีปัญหาการส่งออก แต่ไม่อยากพูดถึงสาเหตุของปัญหาที่แย่ เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่อยากจะพูดสาเหตุหลักๆ 2 เรื่อง คือภายในกับภายนอก ภายในไม่ต้องพูดถึง มาจากการเมือง แต่ปัญหาจบอยู่แค่นี้จะไม่โทษใคร ขณะที่ปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องเศรษฐกิจโลก ทราบกันดีว่ายังมีปัญหากันอยู่หลายๆ ประเทศที่เป็นคู่ค้าซึ่งส่งผลกระทบพอสมควร
“ทิศทางการส่งออก 3 เดือนหลังจากนี้ถ้ารักษาระดับ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกรวมปีนี้ถ้าไม่ติดลบน่าจะภูมิใจได้อยู่ อย่างที่บอกไม่ใช่ปัญหาภายในอย่างเดียว แค่ปัญหาภายในอย่างเดียวเราก็แย่ ช่วงต้นๆ ปี แต่ปัญหาภายนอก ได้ส่งผลกระทบรุนแรงแต่เราแก้ปัญหาด้วยการกระจายออกไป เราเปิดประตูลดความเสี่ยงจากเคยค้าขายบางจุด ก็ขยายออกไปมากขึ้น คิดว่าจะพ้นจากการติดลบ แต่จะบวกเท่าไหร่ตอบยาก ถ้าสิ้นปีไม่ติดลบผมก็พอใจแล้ว"พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวและว่า ทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว แต่สิ่งที่ทำได้เลยทันที เช่น การผลักดันการส่งออกข้าว ล่าสุด ส่งออกไปแล้ว 9 ล้านตัน อีก 3 เดือน ถ้าผลักดันได้น่าจะอยู่ที่11ล้านตัน มีแนวโน้มว่าเราจะทำได้ ถ้าทำได้ตัวเลขก็ไม่น่าจะติดลบ
หวังส่งออกปีหน้าโต4%
สำหรับปี2558 ตั้งเป้าส่งออกไว้ 4% ยังไม่ได้เริ่มซึ่งเป็นความท้าทาย สิ่งแรกทั่วโลกเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญ เกิดความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทย เรื่องของนักธุรกิจไทยและรัฐบาล เราทำงานร่วมกันมากขึ้น และมองเห็นปัญหาร่วมกัน กระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนจากผู้ชี้นำ ออกกฎกติกา มาเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ
ส่วนยุทธศาสตร์การทำงานแบ่งเป็นระยะ คือต้นทางสินค้าและปลายทางสินค้า ในส่วนของ “ปลายทาง” ต้องบุกตลาดใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง อาเซียน อยากให้ตลาดเหล่านี้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น บาห์เรน เริ่มเปิดตลาด ไทยสนใจส่งออกสินค้าข้าว ได้ประสานบริษัทซีพี ที่ทำการค้าอยู่แล้วแต่ไม่เคยส่งออกข้าวหอมมะลิไปก็สนับสนุนให้มีการเปิดตลาดสินค้านี้ เราพยายามรักษาปลายทางคือเปิดตลาดใหม่
นอกจากนี้ จะใช้วิธีการทำงานใหม่เสริมรูปแบบเดิม โดยนำเทคโนสมัยใหม่มาอำนวยความสะดวกการทำงาน เช่น การสร้างฐานข้อมูลให้ทั่วโลกได้รู้ และเข้าถึงสินค้าไทย การใช้เว็บไซต์ เช่น ไทยเทรดดอทคอมเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด
“สิ่งเล่านี้จะทำให้การค้าระหว่างประเทศเปิดกว้าง เป็นไปตามยุคสมัยมากขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอี” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ในส่วนของ“ต้นทาง”ต้องสนับสนุนผู้ผลิต แบ่งเป็น 2 แนวทางคือ 1.ให้ผลิตสินค้าตรงกับความต้องการของตลาด 2.กรณีสินค้าเกษตรต้องเน้นคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม“กรีน” จะเป็นข้อความที่จะอยู่กับสินค้าไทย เพื่อสนองความต้องการตลาด
เน้นเจาะตลาดผลิตสินค้าป้อน
“ผมจะให้เจาะรายละเอียดของแต่ละตลาดมากขึ้น เช่น อินเดีย วันนี้มีการจับคู่เมืองคู่แฝด ระหว่างสุราษฎร์ธานี กับเมืองสุรัตน์ ของอินเดีย เพื่อเชื่อมโยงการค้าการท่องเที่ยวระหว่างกัน สินค้าที่มีศักยภาพคือผลไม้ ส่วนตลาดกัมพูชา ตัวนำของเรา คือเรื่องภาพยนตร์และดารา จะนำไปสู่การใช้สินค้าไทยเพื่อเลียนแบบพวกดารา ในอนาคตเราก็จะมีดาราเป็นทูต เพื่อให้เกิดแฟนคลับให้มาใช้สินค้าของเรา เวียดนาม เป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า แต่ปรากฏว่าร้านอาหารไทยเราเป็นจุดแข็ง ส่วนพม่า กำลังขยายเมืองงานก่อสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็น ”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ส่วนตลาดรัสเซีย อยู่ในลักษณะเมืองพี่เมืองน้อง มองเป้าหมายเชื่อมโยงคล้ายๆ อินเดีย ส่วนจีนและฮ่องกง มองเรื่องธุรกิจบริการโรงเรียนสอนมวยซึ่งกำลังดัง ข้าวหอมมะลิ เคยเป็นแชมป์ แต่วันนี้กลับมีปัญหาเพราะว่าเวียดนามบุกตลาด จึงต้องผลักดันนักธุรกิจไทยไปเปิดตลาด โดยย้ำให้ตลาดรับรู้ถึง“ข้าวหอมมะลิไทยแท้ๆ” มีความแตกต่างอย่างไรกับข้าวหอมมะลิของเวียดนาม
สำหรับญี่ปุ่น เน้นทำธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการคนสูงอายุที่ญี่ปุ่นมีมาก สินค้าสปา จะขยายตลาดเพื่อใช้โอกาสในช่วงที่ญี่ปุ่น จะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตลาดแอฟริกาใต้ มองให้เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พลอย น้ำมัน ทองคำ เช่นเดียวกับไนจีเรีย ที่กำลังมีโรคระบาดเน้นการค้าขายถุงมือและเครื่องมือแพทย์ เครื่องมือป้องกัน
“ไม่ได้ละเลยต่อตลาดอียูยังคงให้ความสนใจ แต่สิ่งที่อยากบอกการหาตลาด เราพยายามกระจายความเสี่ยงให้มาก เป้าหมายเดิมเราอยู่ในอียู และสหรัฐ 60% แต่วันนี้มีผลกระทบเศรษฐกิจโลกเหลืออยู่ 30% แต่ที่โตมากอยู่ในอาเซียน 26-27% คิดว่าใน 3 เดือนเริ่มเห็นผล”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ลดบทบาทชี้นำมาเป็นผู้สนับสนุน
ส่วนการทำงานร่วมกับภาคเอกชน จากการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ตกลงที่จะทำงานร่วมกัน กระทรวงพาณิชย์จะปรับบทบาทเปลี่ยนจากผู้ชี้นำ มาเป็นผู้ช่วยเหลือ และผลักดันการแก้ปัญหาต่างๆ ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้มแข็ง ช่วยเหลือเอสเอ็มอีพัฒนาตัวเอง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน





