นายกฯเผยผลตรวจสต็อกข้าวโครงการจำนำ พบข้าวคุณภาพต่ำ 70% ขณะที่ข้าวหายกว่าแสนตัน "ทีดีอาร์ไอ"ไล่บี้เอาผิดคนโกง
"พาณิชย์"ประเมินข้าวเหลือง 10 ล้านตัน ปรับปรุง คัดเกรดก่อนระบาย "ทีดีอาร์ไอ"จี้ขายข้าวทันทีก่อนจะเน่าเสีย พร้อมหาคนโกงลงโทษทางกฎหมาย ระบุความเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท นักวิชาการชี้ผลพวงสต็อกกดราคาข้าวในประเทศเหลือ 8 พัน/ตันยาว 10 ปี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบสต็อกข้าว ที่ได้จากโครงการรับจำนำในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา รวมใช้เวลาในการตรวจสอบทั้งสิ้นเกือบ 4 เดือนเต็ม โดยมีปริมาณข้าวค้างสต็อกทั้งสิ้น 18 ล้านตัน และผลการตรวจสอบเบื้องต้นมีข้าวเสื่อมคุณภาพกว่า 70 % โดยมีข้าวคุณภาพดีได้ตามฐานส่งออกเพียง 10 % เท่านั้น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหลังการประชุมครม.ว่า ขณะนี้มีข้าวอยู่ในคลังของรัฐบาลทั้งสิ้น 18 ล้านตัน และจากการตรวจสอบเป็นข้าวที่ได้มาตรฐานประมาณ 10 % ข้าวคุณภาพต่ำประมาณกว่า 70 % และที่เหลือเป็นข้าวเสื่อมราคา เสื่อมคุณภาพและข้าวที่หายไป ซึ่งในส่วนข้าวหายประมาณ แสนกว่าตัน
ทั้งหมดนี้จะส่งข้อมูลไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อไป ซึ่งจะดูว่ามีการผิดพลาดตรงไหนใครเป็นคนรับผิดชอบอย่างไร และการระบายข้าวของรัฐบาล ก็จำเป็นต้องไปขออนุมัติจาก ป.ป.ช.ด้วย เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ เพราะหากปล่อยไว้นานข้าวก็จะเหลืองและเสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นปัญหา จึงต้องมีการทำหลักฐานต่างๆให้ชัดเจนตามราคาข้าวและคุณภาพข้าว ถ้าคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ราคาก็จะต่ำลง ทำให้ขาดทุนดังกล่าวก็ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชน
"ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่ราคาต้องไม่ตก ไม่ให้กระทบกับข้าวใหม่ และการจะทำให้ข้าวทั้งเก่าและใหม่มีราคาดีขึ้นนั้น ต้องมีการพูดคุยกับประเทศต่างๆด้วย ให้เขาช่วยเหลือซื้ออะไรต่างๆ ในส่วนนี้ก็รวมถึงยางพาราด้วย เพราะที่เก็บไว้ก็มีการเสื่อมสภาพไปพอสมควรด้วย"
ยังสรุปยอดขาดทุนโครงการไม่ได้
เมื่อถามว่าสรุปตัวเลขแล้วโครงการรับจำนำข้าวมียอดขาดทุนเท่าไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้เพราะข้าวที่ซื้อเขามามีหลายประเภท ราคาก็ไม่เท่ากัน และตอนนี้ข้าวก็มีทั้งคุณภาพดีและเสื่อมคุณภาพ รวมถึงที่หายไป และต้องมาดูว่าท้ายที่สุดจะขายได้เท่าไหร่ ต้องรอให้ขายได้ก่อน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การพยุงราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ ทั้งข้าวในสต็อกและข้าวที่จะออกมาใหม่ ก็มีมาตรการให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง จึงอาจต้องมีเม็ดเงินให้เขาไปปรับปรับยุ้งฉาง เราจะได้ไม่ต้องรับภาระในการเก็บไว้ในคลังของรัฐบาล เพราะวงเงินในการดูแลข้าว 18 ล้านตันที่อยู่ในคลังนั้น อยู่ที่ 2,600 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งหากยิ่งนานไปเมื่อขายก็จะทำให้ขาดทุนเยอะขึ้น
“เราทำทุกอย่าง ว่าทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น และข้าวในสต็อกไม่เสียหายมากนัก แต่เรื่องในทางคดีหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องจัดการไป”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความผิดพลาดเกิดตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของนโยบาย ตนไม่สามารถระบุว่าผิดหรือไม่ แต่ถ้าดูแล้วก็อาจจะผิดหลักการทางเศรษฐศาสตร์
พาณิชย์คาดข้าวเสื่อม10ล้านตัน
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีที่นายกฯระบุว่าผลการตรวจสอบสต็อกข้าวรัฐบาล 70% มีคุณภาพต่ำและเหลืองนั้น กรมฯจะดำเนินการปรับปรุงข้าวที่เสื่อมสภาพดังกล่าว ซึ่งยังเป็นข้าวที่ขายได้และมีตลาดรองรับการซื้อข้าวชนิดนั้น แต่ราคาก็จะต้องเป็นไปตามสภาพข้าว ซึ่งจะมีการจัดเกรดคุณภาพข้าวอีกครั้ง ในการกำหนดราคากลางที่จะนำข้าวออกมาขาย
“ข้าวที่คุณภาพต่ำ ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ เพียงแต่อาจจะหย่อนจากเกณฑ์ไปบ้าง ซึ่งก็มีตลาดข้าวเก่ารองรับอยู่แล้ว และมีความต้องการจากภาคเอกชน ก็จะดูวิธีการที่จะระบายข้าวในส่วนนี้ ซึ่งน่าจะมีประมาณ 10 ล้านตัน จาก 18 ล้านตันต่อไป และกรมก็จะพยายามระบายออกให้ได้ตามแผนภายใน 3 ปี” นางดวงพร กล่าว
ทีดีอาร์ไอเร่งรัฐขายข้าวทันที
ก่อนจะเน่าเสีย หาคนโกงลงโทษทางกฎหมาย ระบุความเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท แนะออกพันธบัตรใช้หนี้
นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การจัดการข้าวในโครงการรับจำนำจะต้องแยกดำเนินการตามประเภทของข้าว โดยข้าวที่มีคุณภาพประมาณ 2 ล้านตัน หรือ 4 % นั้นจะต้องกำหนดราคาและขายทันที เนื่องจากเป็นข้าวที่ไม่ติดปัญหาทางด้านกฎหมาย
ในส่วนของข้าวที่ไม่ได้มาตรฐาน จะต้องนำมาปรับสภาพใหม่ เพื่อจำหน่ายเช่นกัน แต่ในส่วนนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น พร้อมทั้งระบุเกรดของข้าว เพื่อให้รู้ว่าจะขาดทุนทางบัญชีเท่าไร หลังจากนั้นให้จัดการว่าใครเป็นผู้โกงข้าวในโครงการครั้งนี้ ส่วนข้าวที่เสื่อมสภาพแล้วหมายถึงไม่สามารถนำมาบริโภคได้อีก เป็นข้าวที่เน่าเสีย จะต้องทำลายทิ้งอย่างเดียว
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ข้าวที่อยู่ในสต็อกจะต้องรีบจำหน่ายโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเน่าเสียตามมา แต่ปริมาณข้าวจำนวนที่มากถึง 18 ล้านตัน การจำหน่ายให้แล้วเสร็จในทันทีเป็นเรื่องยากมาก อาจจะต้องใช้เวลามากถึง 10 ปี โดยการให้คนไทยบริโภค หรือบริจาคกับประเทศที่เกิดภัยพิบัติ เนื่องจากไม่สามารถตลาดต่างประเทศ ทุกแห่ง เช่น จีน สิงคโปร์ อิรัก ต่างมีเงื่อนไขไม่ซื้อข้าวเก่า”นายนิพนธ์ กล่าว
ประเมินความเสียหาย 6-8แสนล้าน
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น หากสามารถระบายข้าวได้ทันทีทั้งหมด 18 ล้านตัน มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย กรณีที่ระบายหมดใน 5 ปี มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท และหากระบายได้ ใน 10 ปี ความเสียหายจะอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งความเป็นได้คาดว่ารัฐบาลจะใช้ระยะเวลาการระบายอย่างน้อย 10 ปี และเมื่อรัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องมูลค่าความเสียหายแล้ว จะออกพันธบัตรเพื่อใช้หนี้จำนวนดังกล่าวด้วย
“ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งหมดมาจากที่มีคนขโมยข้าว ในโครงการออกมาจำหน่ายในราคาจำนำหรือกินส่วนต่าง แล้วซื้อข้าวที่ไม่มีคุณภาพมาสวมแทน ซึ่งทางบัญชีแล้วสามารถเช็คย้อนหลังได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นที่ไหน จังหวัดใด แล้วจะสามารถระบุคนที่ก่อเหตุได้ ซึ่งเป็นคนของรัฐบาลชุดนั้นร่วมกับพ่อค้าพรรคพวก สร้างความเสียหายให้กับชาติได้อย่างน่ากลัวมาก ในกรณีที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น มีประมาณ 6 แสนล้านบาท เฉลี่ยแล้วคนไทย 66 ล้านคน จะเป็นหนี้จากโครงการนี้ประมาณคนละ 9,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ย “ นายนิพนธ์ กล่าว
ชี้กดราคาภายในเหลือ8พันบาทยาว10ปี
นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองแห่งชาติ กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 6 แสนล้านบาทนั้น ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่เกิดจากการบริหารจัดการ ปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่มีประโยชน์เลย อีกทั้งข้าวที่อยู่ในสต็อกขณะนี้ยังจะกดราคาข้าวในประเทศเหลือเพียงตันละ 8,000 บาท ไปอีก 10 ปีข้างหน้า จากราคาข้าวปัจจุบันที่ตันละ 10,000 บาท
ส่วนการจำหน่ายข้าวในสต็อกขณะนี้ยังไม่เป็นโอกาสที่เหมาะสม เนื่องจากจะกระทบกับข้าวใหม่ที่จะออกสู่ตลาด รวมทั้งราคายังเป็นขาลง การระบายข้าวคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี
ประมูลขายข้าวขาวตันละ1-1.2หมื่น
นางดวงพร กล่าวถึงการประมูลขายข้าวในสต็อกของรัฐบาล วานนี้ว่า เป็นการเปิดประมูลครั้งที่ 3 ปริมาณรวม 207,898.78 ตัน ในคลังองค์การคลังสินค้า (อคส.)และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.)จำนวน 42 คลัง 17 จังหวัด
ผลการเปิดซองเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 16.00 น. ของวันที่ 28 ต.ค. มีผู้ยื่นซองเสนอราคาที่ผ่านคุณสมบัติจำนวนทั้งสิ้น 37 ราย โดยผลจากการประมูล ปรากฏว่ามีผู้ชนะการประมูล จำนวน 18 ราย ประมาณ 203,000 ตัน คิดเป็น 98% ของปริมาณทั้งหมดที่เปิดประมูล มูลค่ารวมประมาณ 1,930 ล้านบาท ซึ่งราคาเสนอซื้อสูงสุดของข้าวขาว 5% อยู่ระหว่างตันละ 10,700 - 12,180 บาท ส่วนปลายข้าวขาวเอวันเลิศ อยู่ระหว่างตันละ 7,000 - 8,660 บาท
สำหรับการเปิดประมูลข้าวในรอบต่อไป หรือรอบ 4 นั้นกำลังพิจารณาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือนพ.ย.
แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกที่เข้าร่วมประมูลข้าวสต็อกรัฐบาล กล่าวว่า สาเหตุที่มีเอกชนเข้าร่วมเสนอราคาซื้อ เนื่องจากเป็นการระบายข้าวขาว ซึ่งขณะนี้ผลผลิตฤดูกาลใหม่ยังไม่ออกมา โดยเอกชนต้องการนำข้าวเก่าไปทำข้าวถุงขาย จึงมีการแข่งขันทางด้านราคา โดยข้าวขาว 5% มีการเสนอราคาเฉลี่ยตั้งแต่กก.ละ 11-12.30 บาท ส่วนปลายข้าวเอวันเลิศ เสนอราคาตั้งแต่ กก.ละ 7-8 บาท





