วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สตง.ปูพรมตรวจสนามฟุตซอลภาคอีสาน

สตง.ปูพรมตรวจสนามฟุตซอลในพื้นที่ภาค5กระตุ้นโรงเรียนหลายแห่งไม่เซ็นรับงาน ยืดจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาประหยัดงบฯ

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการป.ป.ท. ประชุมร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการตรวจสอบโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนจำนวน 358 แห่ง ใน 17 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณไม่ถูกต้องและอุกอาจ ทำให้ได้ของที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ เห็นได้จากงานก่อสร้างที่เหลือเพียงลานคอนกรีตทั้งที่จ่ายเงินไปเพื่อสร้างสนามฟุตซอล ในส่วนของสตง.จะดูการใช้จ่ายงบประมาณทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้สตง.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วบางส่วนทำให้สามารถระงับความเสียหายในบางพื้นที่ได้ทัน เนื่องจากโรงเรียนบางแห่งไม่ยอมเซ็นรับงานเพื่อระงับการเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา เพราะงานก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทำให้มีเรื่องฟ้องร้องกัน โดยเฉพาะในสตง. พื้นที่ภาค 5 จ.อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ สามารถระงับการจ่ายงบประมาณได้ 60 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บตัวอย่างแผ่นยางอีวีเอสำหรับปูพื้นสนามฟุตซอลมาตรวจสอบ พบว่าพื้นยางดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยเฉพาะการนำมาใช้ปูพื้นสนามกลางแจ้งต้องเป็นวัสดุโดยตรงกับงานที่ใช้กลางแจ้งได้ ดังนั้น การใช้วัสดุดังกล่าวจึงเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามมาตรฐานในสัญญาว่าต้องใช้วัสดุตามหลักวิชาการ กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นการทำผิดตามข้อสัญญา และผู้เกี่ยวข้องถือว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ส่วนกรณีที่โรงเรียนใน 6 จังหวัดใช้วิธีแปลงงบประมาณสร้างสนามฟุตซอลไปใช้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นนั้น ยอมรับว่าการใช้งบแปรญัตติมีปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ แต่การเปลี่ยนแปลงรายการใช้งบต้องตรวจสอบว่าเป็นไปตามวิธีการใช้งบประมาณหรือไม่ แต่การใช้งบครั้งนี้เกี่ยวข้องปัญหาการใช้งบไม่เหมาะสม โดยเฉพาะงบแปรญัตติที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง บางโรงเรียนฉลาดก็เปลี่ยนแปลงงบประมาณไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น ไม่ทำตามที่มีการแปรญัตติมาซึ่งบางอย่างเกินความจำเป็น ไม่เหมาะสมกับสภาพท้องที่ เช่นพื้นที่น้ำท่วม หากไม่ยกระดับพื้นที่ให้เหมาะสมพื้นยางก็จะลอยน้ำ

นายประยงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้แบ่งแยกการทำงานให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองก่อนนำหลักฐานที่ได้มารวบดำเนินการกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งกลุ่มจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นกรรมการชุดต่าง ๆ กลุ่มเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการประมูลและกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลัง โดยดีเอสไอจะเน้นสอบสวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเอกชน ส่วนป.ป.ท.จะตรวจสอบความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และสตง.จะตรวจสอบความผิดปกติการใช้จ่ายเงิน ทั้งนี้ตั้งเป้าภายใน 1 เดือนต้องเห็นความคืบหน้าการสรุปภาพรวม โดยการทำงานครั้งนี้เป็นการดำเนินการในนามของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ