ชงสนช.ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" มติป.ป.ช.ชี้ยกเลิกรธน.50ไร้ผล เหตุกฎหมายลูกยังอยู่
"ประยุทธ์" ชี้ปมถอดถอนเป็นเรื่องฝ่ายกฎหมายพิจารณา ระบุพิมพ์เขียวปฏิรูปของกห.มาจากทุก "สีเสื้อ" ด้าน "อนุพงษ์" ย้ำผู้นำท้องถิ่นสร้างความปรองดอง ขณะที่ร่างพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะถึงมือ "ประวิตร" แล้ว
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.เย็นวานนี้ (9 ต.ค.) ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติด้วยเสียงข้างมากให้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีความผิดในโครงการรับจำนำข้าว พร้อมเอกสารและความเห็นไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ทั้งนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีประกาศให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 ยังมีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 ซึ่งมาตรา 6 ได้บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยยี่สิบคน ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา โดย สนช.ได้มีข้อบังคับการประชุม กำหนดให้ สนช.มีอำนาจหน้าที่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้นจึงมีมติส่งเรื่องไปให้ สนช.พิจารณาต่อไป
นายสรรเสริญ ระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2557 ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 มาตรา 11 (1) กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2554 มาตรา 58 ให้ส่งรายงานและเอกสาร ที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 ต่อไปนั้น
ในระหว่างการจัดทำรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อส่งไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อให้ดำเนินการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาตามรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น คสช.ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 และได้มีประกาศให้รัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์
คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงประชุมเพื่อพิจารณาว่า จะส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง ที่ดำเนินการแล้วเสร็จดังกล่าวไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ดำเนินการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หาก สนช.มีมติให้ถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ตามที่ป.ป.ช.เสนอเรื่องมา จะส่งผลให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
"ประยุทธ์"ชี้เป็นเรื่องฝ่ายก.ม.ตีความถอดถอน
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงปัญหาการตีความอำนาจการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ สนช. ที่รับเรื่องมาจาก ป.ป.ช. ว่า "เรื่องนี้เกิดขึ้นและเสร็จแล้วหรือยัง ที่ถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่มีอยู่แล้วนั้น คุณเป็นนักกฎหมายหรือ คุณจบกฎหมายกันมาหรืออย่างไร ให้ฝ่ายกฎหมายเขาคุยกันก่อนดีกว่า ส่วนตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหรือไม่มีอำนาจในเรื่องของการถอนถอด รัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่อยู่ ถ้าคุณบอกว่าเรื่องนี้ไม่ให้ถอดถอนคนที่เห็นด้วยเขาก็บอกว่าไม่ถอดถอน แต่คนอีกกลุ่มก็ออกมาบอกว่าถอดถอนได้ วันนี้มันมีอยู่สองข้างแล้วจะให้ตัดสินใจอย่างไร"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบ พูดอะไรไม่ได้ จะบอกว่าอะไรถูกหรือผิดยังไม่ได้ ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเขาได้ตัดสินใจ
ยันพิมพ์เขียวปฏิรูปมาจากทุก"สีเสื้อ"
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่รวบรวมโดยสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมว่า ที่มีการจัดทำเป็นรูปเล่ม เนื้อหามีความเห็นจากทุกสีเสื้อ เดี๋ยวจะเกิดข้อครหาว่าเสื้อสีโน้นสีนี้ไม่ได้เขามา ขอให้ไปดูได้เพราะมีตัวแทนเข้ามาทั้งหมด แม้แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ก็ได้มาแสดงความคิดเห็น ซึ่งทุกคนต่างก็มีความหวังดีกับประเทศ
"แต่ถึงวันนี้เมื่อไม่ได้มีการสมัครเข้ามาเป็น สปช. แต่เราก็จะดูความคิดเห็นทั้งหมดที่ผ่านมาด้วย ยืนยันว่าเราฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มทั้งในส่วนของนักวิชาการ ก็ได้เอาผลงานของผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นสปช. เข้ามาอยู่ในหัวข้อต่าง ๆ ด้วย จากผู้ที่ออกมาติติง และคณะปฏิรูปที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ทั้ง 3 คณะ เราเก็บหมดทุกเม็ด คู่ขัดแย้ง นักการเมือง เพียงแต่ว่าเวลามาสมัคร สปช. เขาไม่ได้มาสมัคร ฉะนั้นคณะของท่านต้องเข้าใจตรงนี้ ถ้าไม่เข้าใจพูดไปก็เท่านั้นไม่เกิดประโยชน์"
"วิษณุ"โยนปม"นายกฯคนนอก"เป็นเรื่องสปช.
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปฏิรูปการเมือง ซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งตนเชื่อว่าในที่ประชุมสปช.จะมีการหารือกัน และอาจจะกำหนดเป็นกรอบเพื่อเสนอให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงประเด็นที่มาของส.ส.ก็อาจเป็นอีกกรอบ ที่สปช.ต้องเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ
"วิธีตั้งโจทย์คือนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาดู อะไรที่เราชอบใจ ก็กำหนดเป็นกรอบให้เขียนแบบเดิม อะไรที่ไม่พอใจก็ต้องให้โจทย์ไปว่าอย่าเขียนแบบนั้น รวมทั้งเรื่องนายกฯมาจากไหน การเลือกตั้งจะเลือกยังไงจะเป็นแบบเขต พวงใหญ่พวงเล็ก ปาร์ตี้ลิสต์จะมีหรือไม่ ส.ส.จะต้องสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่"
ผู้สื่อข่าวซักว่าแบบนี้จะเหมือนว่าการร่างรัฐธรรมนูญมีใบสั่งหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า หน้าที่ของการร่างรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นที่บอกว่าการที่สปช.ให้กรอบเป็นใบสั่งก็ไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่ของเขา เพียงแต่จะมากความเพราะมีคนมากถึง 250 คน จึงจำเป็นจะต้องตั้ง 36 คน ไปเป็นคณะกรรมาธิการที่เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามกรอบที่มีการเสนอ โดยมีเวลาร่างเพียง 120 วัน แต่ไม่ใช่ว่าร่างฯ เสร็จแล้วจะประกาศบังคับใช้ได้ทันที จะต้องนำไปถามความเห็นจาก สปช. สนช. ครม. และคสช.พิจารณา ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน ทุกขั้นตอนกำหนดเวลาไว้หมดแล้วจะเบี้ยวไม่ได้
สปช.รายงานตัวแล้ว104คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันที่สอง ที่เปิดให้สปช.เข้ารายงานตัว ปรากฏว่าตลอดวันมีผู้เข้ารายงานตัว 63 คน รวมสองวันรายงานตัวแล้ว 104 คน อาทิ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี นายคุรุจิต นาครทรรพ นายประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นต้น ทั้งนี้ยังคงเหลือสมาชิกที่ยังไม่มารายงานตัวอีก 146 คน โดยจะต้องมารายงานตัวภายในวันที่ 15 ต.ค.นี้
"มท.1"กำชับผู้นำท้องถิ่นสร้างความปรองดอง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย(มท.1) ได้เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้กับผู้บริหารระดับสูง อาทิ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมต่างๆ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ถ่ายทอดผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหาร อปท. ปลัด อปท.และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมรับฟังนโยบายผ่านจอมอนิเตอร์จากพื้นที่บริเวณหอประชุมศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอให้ข้าราชการท้องถิ่นสร้างความปรองดองในพื้นที่ ต้องทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้แม้ว่าจะเห็นต่างหรือชอบสีเสื้อที่ไม่เหมือนกัน โดยข้าราชการส่วนภูมิภาคต้องช่วยกันพูดกับประชาชนให้รู้ว่าประเทศไทยไม่มีความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา มีเพียงแต่ความเห็นต่างเท่านั้น
"ความแตกแยกที่ผ่านมามีการจัดตั้ง มีการกะเกณฑ์เอาคนมา ซึ่งถ้าทุกวันนี้ก็ยังมีบางคนกำลังทำอยู่ ก็ขอร้องว่าอย่าทำเลย ท่านสวมเครื่องแบบข้าราชการ เป็นกลไกของชาติ อย่าทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก”
ยันไม่มีแนวคิดยุบอปท.
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวย้ำว่า ไม่มีแนวคิดยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพราะนอกจากจะมีที่มาจากประชาชนแล้ว ยังเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาของประชาชนมากที่สุด ส่วนผู้ที่สร้างกระแสข่าวขึ้นมาไม่ทราบว่าทำเพื่ออะไร รู้เพียงว่าเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ได้หวังดีกับสังคม
"ไม่มีใครในประเทศไทยเคยคิดจะยุบท่าน แต่ยุบไม่ยุบไม่ใช่ประเด็น ถ้าท่านทำดีใครหน้าไหนจะไปยุบท่านได้ แต่กระแสที่เกิดขึ้นคือเขาคิดกันว่าท่านทำไม่ดี ขอยืนยันว่ามีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน"พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
ร่างพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะถึงมือ"ประวิตร"
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ว่า รัฐบาลส่งกฎหมายกลับไปให้แต่ละกระทรวงเพื่อยืนยันกลับมา รวมทั้งสตช.ที่อาจจะแก้ไขเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ เมื่อปรับปรุงเสร็จก็ส่งกลับมาผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งคาดว่าน่าจะมาถึง พล.อ.ประวิตร แล้ว
จากนั้นจะผ่านกระบวนการของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) และตน และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และตนก็จะเป็นผู้ให้ความเห็น เพราะเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อผ่านแล้วก็จะสามารถเสนอให้ สนช.พิจารณาได้
ผบ.ทบ.เตือนอย่าใช้งานศพ"อภิวันท์"เคลื่อนไหว
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวกรณีที่มีบางกลุ่มพยายามจะใช้ประเด็นงานศพของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย มาเคลื่อนไหวว่า คิดว่าเรื่องดังกล่าวทางนายกฯ และรองนายกฯได้พูดชัดเจนว่าเรื่องพิธีกรรมนั้นเป็นเรื่องปกติ สามารถดำเนินการได้ เพียงแต่อย่านำประเด็นดังกล่าวมาจุดกระแส เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว





