"พล.อ.ประยุทธ์" ออกระเบียบสำนักนายกฯ "กําหนดนโยบายและกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ" ฉบับใหม่ ยกเลิกคำสั่งคสช.ที่75
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกําหนดนโยบายและกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๕๗
โดยที่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการติดตามการดําเนินงานตามนโยบายการพัฒนารัฐวิสาหกิจได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว ประกอบกับเป็นการสมควรปรับปรุงองค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้สอดคล้องกับการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ อันจะทําให้การบริหารงานและการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกําหนดนโยบายและกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๕๗”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิก(๑) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการติดตามการดําเนินงานตามนโยบายการพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๖(๒) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการติดตามการดําเนินงานตามนโยบายการพัฒนารัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘(๓) คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๕/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ สั่ง ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
(๔) คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๙๗/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ สั่ง ณ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้“รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า
(ก) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล กิจการของรัฐ
ตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น หรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
(ข) บริษัทที่กระทรวงการคลังหรือรัฐวิสาหกิจตาม (ก) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ
(ค) บริษัทที่กระทรวงการคลังหรือรัฐวิสาหกิจตาม (ก) หรือ (ข) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ข้อ ๕ ให้มีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรียกโดยย่อว่า “คนร.” ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
(๒) รองนายกรัฐมนตรี (ด้านเศรษฐกิจ) เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ
(๔) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ
(๕) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการ
(๖) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี เป็นกรรมการสารสนเทศและการสื่อสาร
(๗) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการ
(๘) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ
(๙) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ
(๑๐) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นกรรมการ
(๑๑) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมการ
(๑๒) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เป็นกรรมการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(๑๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนไม่เกนแปดคน ิ เป็นกรรมการที่ประธานกรรมการแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ทางด้านการบริหารจัดการส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐ หรือภาคเอกชนให้ผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นกรรมการและเลขานุการ
ข้อ ๖ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสองปี กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ ประธานกรรมการอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้ เว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
ข้อ ๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) นายกรัฐมนตรีให้ออก
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ข้อ ๘ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุมในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๙ ให้สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ทําหน้าที่เป็นสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ สําหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการสําหรับการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นที่จําเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการให้เป็นไปตามระเบียบทางราชการทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายของสํานักงาน
ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะนโยบาย แผนการบริหาร และมาตรการในการพัฒนารัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี
(๒) กํากับดูแลและติดตามผลการดําเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพ่ือให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด
(๓) กําหนดแนวทางการบูรณาการการดําเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความเป็นเอกภาพ
(๔) เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งในด้านการบริหารการดําเนินงาน และด้านการเงิน ต่อคณะรัฐมนตรี
(๕) พิจารณากลั่นกรองและเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในโครงการที่เกี่ยวกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
(๖) พิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ
(๗) กําหนดแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในกิจการของรัฐ
(๘) รายงานผลการดําเนินงานของคณะกรรมการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ
(๙) เชิญเจ้าหน้าที่ บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือเรียกเอกสารจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาได้ตามความจําเป็น
(๑๐) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานเพื่อปฏิบัติงานตามระเบียบนี้
(๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบนี้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ข้อ ๑๑ ในการพิจารณากลั่นกรองและเสนอความเห็นตามข้อ ๑๐ (๕) ต่อคณะรัฐมนตรีหากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีวงเงินลงทุนสูง และส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างของรัฐวิสาหกิจให้กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น นําเสนอโครงการต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองและเสนอความเห็น ทั้งนี้ การพิจารณาโครงการดังกล่าวต้องมีความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกอบการพิจารณาก่อนนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
ให้คณะกรรมการประกาศกําหนดหลักเกณฑ์ของโครงการขนาดใหญ่ตามวรรคหนึ่งและประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ข้อ ๑๒ ในการพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลตามข้อ ๑๐ (๖) ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเสนอรายชื่อบุคคลที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจต่อประธานกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ โดยให้บุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกรอกข้อความตามแบบท้ายระเบียบนี้ และรับรองว่าตนเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อประธานกรรมการให้ความเห็นชอบแล้วให้เสนอคณะกรรมการพิจารณา
ก่อนนําเสนอคณะรัฐมนตรีหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจนั้นต่อไปกรณีตําแหน่งกรรมการที่จะแต่งตั้งเป็นตําแหน่งผู้แทนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่น ให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจขอความเห็นชอบหรือขออนุมัติจากหน่วยงานต้นสังกัดของผู้แทนนั้น ก่อนเสนอประธานกรรมการเพื่อให้
ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการที่กระทรวงการคลังจัดทําขึ้นและมีสัดส่วนตามที่กฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจกําหนด และผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจซึ่งจําเป็นต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนคณะกรรมการอาจมอบอํานาจให้ประธานกรรมการเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแทนคณะกรรมการได้
ข้อ ๑๓ ในการจัดระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมการ ให้สํานักงานจัดทําบันทึกสรุปเรื่องประเด็นที่ต้องพิจารณา รวมทั้งข้อสั่งการเสนอต่อประธานกรรมการ และเมื่อประธานกรรมการเห็นชอบให้นําเสนอคณะกรรมการแล้ว ให้จัดเข้าระเบียบวาระการประชุมต่อไปในบันทึกของสํานักงานตามวรรคหนึ่ง จะมีข้อเสนอหรือความเห็นของสํานักงานเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการด้วยก็ได้
ข้อ ๑๔ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ประกาศ ณ วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี





