ทีมปฏิรูปมธ.เสนอเลิกส.ส.บัญชีรายชื่อ-เพิ่มเงินเดือนนายกฯ
ให้ส.ว.มาจากทั้งเลือกตั้งและสรรหา ด้าน "นิด้า" เสนอยกเลิกระบบจัดสรรเงินรายหัวนศ.-ยุบรวมกองทุน กรอ.กยศ. นำระบบซ้ำชั้นกลับมาใช้ ด้านทีมสรรหาเคาะว่าที่สปช.ครบ 11 ด้านแล้ว นายกฯเล็งจัด "ครม.สัญจร"ทุกภาค
มีการประชุมคณะทำงานการปฏิรูปด้านการเมือง ตามมติของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่มีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธาน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์ เมื่อวานนี้(17 ก.ย.) โดยมีคณาจารย์จากสถาบันต่างๆ รวม 15 คนเข้าร่วมระดมความคิด
ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันต่อแนวทางและกรอบการปฏิรูปการเมือง ใน 3 หลักการ คือ 1.การกำหนดกติกาเข้าสู่อำนาจทางการเมืองใหม่ที่มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้นทั้งการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น 2.เพิ่มอำนาจประชาชนทางตรงให้มีส่วนร่วมต่อการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น และ 3.ให้มีระบบตรวจสอบและบทลงโทษที่เข้มแข็ง
ส่วนแนวทางปฏิบัติเพื่อนำไปสู่กรอบปฏิรูปตาม 3 หลักการอยู่ระหว่างถกเถียงเพื่อหาข้อสรุป 5 กรอบ คือ 1.ปฏิรูปพรรคการเมือง ไม่ให้ถูกนายทุนครอบงำและเป็นพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง 2.ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจทางการเมือง 3.ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ให้มีความบริสุทธิ์ และให้คนโกงเข้าสู่สภาน้อยที่สุด 4.ปฏิรูปผลตอบแทน สวัสดิการและบทลงโทษนักการเมืองทุกระดับ และ 5.ปฏิรูปจริยธรรมของนักการเมือง
เสนอนายกฯมาจากเลือกตั้งโดยตรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปต่อแนวทางปฏิรูปการเมืองนั้น มีข้อเสนอที่น่าสนใจ อาทิ นายบุญสม อัครธรรมกุล ผู้ช่วยอธิการบดี มธ. เสนอวิธีปฏิรูปพรรคการเมืองด้วยการกำหนดให้มีสาขาของพรรคการเมืองในพื้นที่ต่างๆ และมีสมาชิกแต่ละสาขาไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนเข้าครอบงำพรรคการเมือง
ขณะที่วิธีปฏิรูปโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โดยวางเป้าหมายไม่ให้เป็นเผด็จการรัฐสภา มีระบบตรวจสอบ ด้วยการให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชน, ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว, ยกเลิกส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ, กำหนดให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสรรหา โดยทำหน้าที่นิติบัญญัติเท่านั้น นอกจากนั้นต้องปรับปรุงและแก้ไขอำนาจหน้าที่ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้แท้จริง
นายบุญสม กล่าวด้วยว่า การปฏิรูประบบการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ด้วยการให้ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งแสดงบัญชีหรือหลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี เพื่อแสดงความเป็นพลเมืองที่ดี
ดันเพิ่มเงินเดือนนายกฯ-รมต.
ส่วนการปฏิรูปผลตอบแทน สวัสดิการและบทลงโทษนักการเมือง ควรปรับเงินเดือนนายกฯ และรัฐมนตรีให้เหมาะสมต่อภาระหน้าที่ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐวิสาหกิจ เช่น การบินไทย พบว่าผู้บริหารระดับสูงได้เงินเดือนๆ ละ 5 แสนบาท แต่นายกฯ ได้เงินเดือนเพียง 1.5 แสนบาท เป็นต้น เหตุผลของการเพิ่มเงินเดือนเพื่อลดแรงจูงใจการคอร์รัปชัน ส่วนการลงโทษต้องเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงกว่าทุจริตธรรมดา 2 เท่า
เสนอให้มี"สภาพลเมือง"ร่วมแก้ปัญหา
ด้านนางอรทัย อาจอ่ำ นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอให้มีสภาพลเมืองเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและนำเสนอประเด็นต่อฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเชื่อมโยงการบริหารระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และการปกครองในท้องถิ่น ส่วนระบบพรรคการเมืองต้องกำหนดให้ชนชั้นล่าง เข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเฉพาะกลุ่มนายทุนเข้าไปกำกับ ขณะที่การปฏิรูปที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมทำทั้ง 11 ด้านนั้น ควรให้เกิดความเชื่อมโยงกันเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่สัมฤทธิผล
นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อที่มาของรัฐมนตรีที่เหมาะสมกับงาน มีความรู้ความสามารถแทนการเลือกรัฐมนตรี ที่มาจากการตัดสินใจของนายกฯ เท่านั้น, ส่งเสริมการกระจายอำนาจและการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ยังไม่ถือว่าเป็นข้อสรุปในเรื่องใดๆ โดยที่ประชุมได้กำหนดให้คณาจารย์ผู้เข้าร่วมประชุมไปทำการบ้านและนำเสนอรายละเอียดประเด็นที่ตนเองสนใจ และเป็นไปตามกรอบการปฏิรูปการเมืองทั้ง 5 ด้าน และมานำเสนอต่อที่ประชุมในครั้งหน้า
ทั้งนี้นายสมคิด กล่าวว่า ข้อเสนอที่ได้จากการระดมความคิดเห็นของคณะทำงาน จะใช้เวลาทำงานประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะนำเสนอไปยัง ทปอ. เพื่อนำส่งเป็นความเห็นสมทบไปยัง สปช.ที่คาดว่าจะเริ่มทำงานภายในวันที่ 2 ต.ค.นี้
"นิด้า"ชงยกเลิกระบบจัดสรรเงินรายหัวนศ.
ด้านศ.ดร.วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล ประธานคณะทำงานการปฏิรูปการศึกษา สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ภาพรวมการศึกษาต้องเลิกระบบจัดสรรเงินงบประมาณรายหัวนักศึกษา เพราะทำให้สถาบันอุดมศึกษารับเด็กจำนวนมากเพื่อได้เงินมาก ส่งผลให้บางสาขาที่จำเป็นไม่มีผู้เรียน เช่น สาขาการสอนเด็กออทิสติก เป็นต้น โดยเปลี่ยนมาจัดสรรเงินตามอาจารย์ต่อนักศึกษา ซึ่งหากมีอาจารย์จำนวนน้อยก็จะไม่สามารถรับนักศึกษาจำนวนมากได้
นอกจากนั้นกองทุนเงินกู้ของนักเรียนนักศึกษา ทั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ต้องยุบรวมเป็นกองทุนเดียวกัน โดยนำจุดเด่นของแต่ละกองทุนมากำหนดเกณฑ์, เน้นกระจายอำนาจระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เขตพื้นที่มากขึ้น, หลักสูตรควรเน้นเนื้อหาของแต่ละพื้นที่, เลิกแนวคิดยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก โดยดึงปราชญ์ชาวบ้านที่ไม่มีวุฒิการศึกษามาสอน
ทั้งนี้ในส่วนการปรับปรุงกระบวนการประเมินสถานศึกษาควรเน้นประโยชน์ที่นักเรียนนักศึกษาโดยตรงอย่างแท้จริง ที่สำคัญต้องนำเรื่องการเรียนซ้ำชั้นกลับมาใช้ เพราะการซ้ำชั้นช่วยทำให้การศึกษามีคุณภาพ โดยถือว่าการตกซ้ำชั้นไม่ใช่ความบกพร่องของครูทั้งหมด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องสร้างแรงจูงใจให้คนดีคนเก่งมาเป็นครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น จัดบ้านพักให้ เป็นต้น ส่วนวิธีการประเมินนักเรียน ควรใช้ข้อสอบระดับชาติทดสอบ ป.6 ม.3 และ ม.6 และใช้คะแนนนี้ของ ม.6 มาแทนคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย หรือ จีแพ็กซ์ ทั้งยกเลิกการสอบโอเน็ต
ส่วนคะแนนสอบแบบวัดความถนัดทั่วไป หรือแกต และแบบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ แพตให้คงไว้ เพื่อใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ส่วนด้านอาชีวศึกษา เน้นให้สมาคมวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา ควรแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้เป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อลดขั้นตอนการบริหารงาน
เคาะว่าที่สปช.11ด้านครบแล้ว
ที่ทำเนียบรัฐบาล เย็นวันเดียวกัน นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ว่า การคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมเป็นสมาชิก สปช. 11 ด้านนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ แต่ละด้านได้ส่งรายชื่อเข้ามาครบแล้ว ซึ่ง กกต.จะพิจารณารายละเอียดก่อนจะส่งให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่อไป
ส่วนคณะกรรมการสรรหาฯ ระดับจังหวัดได้ส่งรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมเป็น สปช.มาแล้ว จำนวน 49 จังหวัด ส่วนที่เหลือยังทยอยส่งมา ซึ่งมีกำหนดให้ส่งได้ถึงวันที่ 22 ก.ย.นี้ เพราะมี 7 จังหวัดที่แจ้งว่าจะมีการประชุมคัดเลือกในวันที่ 22 ก.ย. และจะส่งชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมาให้ กกต.ในวันเดียวกัน
"เราจะพยายามป้องกันไม่ให้มีการนำรายชื่อผู้รับการคัดเลือกฯ ไปเผยแพร่ก่อนการประกาศรายชื่อสมาชิก สปช. 250 คน ในวันที่ 2 ต.ค.นี้"
รับ20องค์กรเสนอชื่อมากกว่า2คน
ก่อนหน้านั้น นายภุชงค์ กล่าวถึงกรณีที่นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง คณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านอื่นๆ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุมีองค์กรนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร เสนอรายชื่อมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ว่า มีองค์กรนิติบุคคลที่ยื่นเสนอรายชื่อบุคคลมากกว่า 2 คน ตามที่กฎหมายกำหนดนั้น เพียง 20 องค์กร จาก 4,545 องค์กร ส่วนบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเพื่อรับการสรรหาทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัดนั้น มีเพียง 203 คน นอกจากนี้ยังพบว่ายังมีบุคคลที่ยื่นเสนอชื่อเกิน 1 ด้าน จำนวน 5 คน
นายกฯเล็งจัดครม.สัญจรทุกภาค
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวานนี้(17 ก.ย.) ถึงการไปประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจร ตามต่างจังหวัดว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนวางแผนแต่คาดว่าจะเดินทางไปทุกภาคแน่นอน ตอนนี้อยากให้รัฐมนตรีทำงานบริหารประเทศให้เดินหน้าให้ได้ก่อนเพราะไม่อยากให้คนมาลำบากในกรุงเทพฯ"
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะมีการประชุมครม.สัญจรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคำถามกลับทันทีว่า "ครม.พเนจรไหม ค่ำไหนนอนนั่นไงไม่เรียกซ้ำ" เมื่อถามว่าจะเดินทางไปได้ทุกภาคหรือไม่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไปหมดทุกภาค เพราะเป็นประเทศไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นประเทศไทยจะเหนือ อีสาน ใต้ก็เป็นคนไทย เพราะผมไม่ได้เป็นศัตรูกับคนไทย อย่าให้ผมเป็นคนข้างไหนถ้าเขาใจร้ายกับผม ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร"
"ประยุทธ์"อารมณ์ดีครวญเพลง"คืนความสุข"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเสร็จ และกำลังเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามนายกฯ ว่า ร้องเพลง "คืนความสุข" ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ้มแล้วตอบว่า "ได้อยู่แล้วแล้ว พวกคุณร้องได้หรือเปล่า ถ้าร้องได้มาร้องกัน ร้องนำผมก่อน"
หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงหันกลับมาร้องเพลงคืนความสุขพร้อมผู้สื่อข่าวครู่หนึ่ง สร้างความคึกคักให้กับบรรดาข้าราชการและสื่อมวลชน
สภามหิดลขีดเส้น"รัชตะ"นั่งเก้าอี้เดียว8ต.ค.
ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) วันเดียวกัน รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มม. พร้อมคณาจารย์ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์จำนวนหนึ่ง แถลงข่าวเรียกร้องให้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมม. และรมว. สาธารณสุข ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมม.
รศ.ดร.สุกรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเคยพูดคุยกับศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามม. ว่าควรจะห้ามปราบศ.นพ.รัชตะ ไม่ให้นั่งควบทั้งสองตำแหน่ง ถ้าไม่ห้ามและเป็นข่าวต่อสาธารณชนก็จะทำให้อับอายขายขี้หน้า การเป็นครู อาจารย์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ต่อมา ศ.นพ.วิจารณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภามม.ได้ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ศ.นพ.รัชตะ ได้ชี้แจ้งในที่ประชุมว่า จะขอเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อศึกษาดูงานในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขว่ามีมากน้อยขนาดไหนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร และสภา มม. ขอให้ ศ.นพ.รัชตะ ใช้ดุลยพินิจด้วยตนเอง ว่าจะเลือกดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ จากนั้นในการประชุม สภามม. วันที่ 15 ต.ค.จะนำเรื่องการตัดสินใจของ ศ.นพ.รัชตะ และเรื่องอื่นๆ มาพิจารณาอีกครั้ง





