รสนา อดีตส.ว.กทม. ยื่นข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานต่อรัฐบาลใหม่ จี้เลิกผลประโยชน์ทับซ้อน
“รสนา”ยื่นข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานต่อรัฐบาลใหม่ จี้เลิกผลประโยชน์ทับซ้อนข้าราชการกระทรวงพลังงานนั่งบอร์ดปตท. หลังปล่อยค่าการตลาดผู้ค้าน้ำมันสูงกว่า 2 บาทต่อลิตร และขอให้เรียกเก็บเงินจากกลุ่มปิโตรเคมีเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อปลดภาระหนี้ก่อนนำไปสู่การยกเลิกกองทุนน้ำมันในที่สุด ด้านกระทรวงพลังงานเตรียมประชุมด่วน กบง.วันนี้ (12 ก.ย.)
วานนี้ (11 ก.ย.) กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย นำโดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร,นางบุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม,นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงานต่อรัฐบาลใหม่ หลังจากข้อเสนอกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไม่ถูกนำไปสู่การปฏิบัติจากทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย กล่าวว่า ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่นำเสนอถึงรัฐบาลใหม่ผ่านสื่อนั้น ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง คือให้รัฐลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนดีเซล 0.14 บาทต่อลิตร และเข้ามากำกับดูแลค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นจาก 1.45 บาทต่อลิตร ในวันที่ 29 ส.ค. เป็น 2.00 บาทต่อลิตร ในวันที่ 9 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินไป เพราะ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ของคสช. เคยระบุไว้ว่า ค่าการตลาดที่ระดับ 1.5 0บาทต่อลิตรเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้ค้าน้ำมันแล้ว นอกจากนี้รัฐควรกำหนดสัดส่วนค่าการตลาดระหว่างสถานีบริการกับผู้ค้าน้ำมันให้ชัดเจน รวมทั้งยกเลิกการอุดหนุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี85 ที่เป็นภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
สำหรับก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี นั้น ทางกลุ่มเสนอให้รัฐจัดเก็บเงินจากกลุ่มปิโตรเคมี เข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม 3 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันเก็บที่ 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาแอลพีจีที่กลุ่มปิโตรเคมีใช้ มีราคาเท่ากับแอลพีจีภาคครัวเรือน จะทำให้กองทุนน้ำมันมีรายได้เพิ่มประมาณ 7,800 ล้านบาท และปลดหนี้กองทุนน้ำมันให้หมดในระยะเวลา 1 ปี จากนั้นควรจะยกเลิกกองทุนน้ำมันไปในที่สุด
ด้านนางสาวรสนา โตสิตระกูล แกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานของกลุ่มยังไม่ได้รับการชี้แจงจาก พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. ฝ่ายเศรษฐกิจ ว่าไม่ถูกต้องในเรื่องใด จึงไม่มีการนำไปสู่ปฏิบัติ แต่กลับเลือกทำตามข้อมูลที่ฝ่ายข้าราชการกระทรวงพลังงานนำเสนอ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มปตท. จึงฝากไปถึงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ให้มาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“ที่ผ่านมาเห็นชัดว่าข้าราชการของกระทรวงพลังงานคือตัวปัญหา เพราะเข้าไปนั่งเป็นทั้งบอร์ดปตท. และอยู่ใน กบง.ที่มีบทบาทกำกับดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งเมื่อปตท.มีกำไร ข้าราชการที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดปตท.ก็จะได้รับโบนัส จึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์หลายแสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง” นางสาวรสนา กล่าว
ในกรณีของการคืนท่อก๊าซในทะเลของปตท. ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ปตท.ยังส่งคืนท่อก๊าซไม่ครบตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ก็เพราะคนในสตง.และผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้นั่งเป็นบอร์ดปตท. ในขณะที่ข้าราชการที่ออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้ทั้งปลัดกระทรวงพลังงาน ,ปลัดกระทรวงการคลัง ล้วนนั่งอยู่ในบอร์ดปตท. ซึ่งจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ด้านนายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมและรองหัวหน้า คสช.เป็นประธาน เพื่อเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของดีเซลเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเก็บที่ 1.00 บาท เนื่องจากเห็นว่าค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันอยู่ในระดับสูง ล่าสุดค่าการตลาดดีเซลขยับเป็น 2.05 บาทในช่วง 1-2 วันนี้เพราะดีเซลล้นตลาดในเอเชีย แต่ในกลุ่มเบนซินค่าการตลาด อยู่ที่ 1.50 บาท ซึ่ง ทางสนพ.ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และหากดูค่าเฉลี่ยทั้งปีจะพบว่าค่าการตลาดไม่ถึง 1.50 บาท/หน่วย โดย รัฐบาลยังคงมาตรการดูแลดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
สำหรับประเด็นการคืนท่อก๊าซของปตท. ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือถึงหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ขอให้ทบทวนการแบ่งแยกทรัพย์สินและท่อก๊าซ โดยเห็นว่าปตท.ส่งคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดนั้น นายคุรุจิต นาครธรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ กรรมการ บมจ.ปตท. กล่าวว่า กระทรวงพลังงานและ ปตท.ยืนยันว่าได้คืนท่อก๊าซฯแก่รัฐ ซึ่งดูแลโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ครบถ้วน ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ซึ่งรายงานแก่ศาลปกครองสูงสุดมาโดยตลอด อีกทั้งหลายปีที่ผ่านมาทั้ง สตง.และมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคได้ยื่นท้วงติง แต่ศาลก็ยืนยันว่า ปตท.ส่งมอบทรัพย์เรียบร้อยแล้ว
“ผู้ที่รับคืนคือ กระทรวงการคลัง ก็เหมือนเจ้าหนี้ ส่วน ปตท.เป็นลูกหนี้ ซึ่งปฏิบัติตามคำสั่งศาลแล้ว แต่เมื่อมีผู้ทักท้วง ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็สั่งให้ สตง.และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หารือร่วมกัน ซึ่งทางกระทรวงพลังงานก็พร้อมให้ข้อมูลสนับสนุน “นายคุรุจิตกล่าว





