เปิด "ฉบับเต็ม" ผลการปฏิบัติงานของ คสช. เดือนที่3 แจงความมั่นคง-เศรษฐกิจ-กฎหมาย-สังคมและกิจการพิเศษ
นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้ว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมของประเทศในด้านการเมือง มีความสงบเรียบร้อย และการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชาติ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่ง คสช. ได้ดำเนินการในทุกมิติ ตามแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยหรือ โรดแมป ที่วางไว้ ดังนี้
การเปลี่ยนผ่านโรดแมปจากระยะที่ 1 การแก้ปัญหาเร่งด่วน และขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องที่ติดขัดและเป็นปัญหา เข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 คือ การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทั้งการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การสรรหานายกรัฐมนตรี การยกร่างรัฐธรรมนูญ และการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติในกรอบเวลา 1 ปี โดยหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา
คสช.ได้เดินหน้าจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.จำนวน 200คนขึ้นมาใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนรัฐสภาทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตราพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และกฎหมายอื่นๆ และเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธาน และรองประธาน สนช.ได้มีการเรียกประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 วงเงิน 2.57 ล้านล้านบาททันที ซึ่งที่ประชุม สนช.ได้มีมติเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระแรก พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาจำนวน 50 คน
โดยกำหนดให้สมาชิก สนช. เสนอแปรญัตติภายใน 7 วัน และต้องจัดทำรายงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 กันยายน เพื่อนำเข้าสู่การประชุมวาระ 2 ในวันที่ 17 กันยายนนี้ โดยคาดว่า จะประกาศใช้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุม สนช.ได้มีมติเอกฉันท์ 191 เสียงเลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ที่ คสช.กำหนด
นอกจากการแต่งตั้ง สนช.แล้ว คสช.ยังได้เดินหน้าสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. มาทำหน้าที่ศึกษา และเสนอแนะ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ จำนวน 250 คน โดยหลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เปิดงาน “ เส้นทางการปฏิรูปประเทศ ” เมื่อวันที่ 9สิงหาคม กระบวนการสรรหาสมาชิก สปช.ซึ่งมีที่มาจาก 2 ส่วนก็เริ่มขึ้นทั้งการสรรหาจากส่วนกลาง และแต่ละจังหวัด
โดยส่วนกลางได้เปิดโอกาสให้นิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร เช่น มูลนิธิ องค์กรวิชาชีพต่างๆ และองค์กรของรัฐ เสนอชื่อบุคคลเข้ารับการคัดเลือกเป็น สปช.ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน จากนั้น กกต.จะส่งบัญชีรายชื่อให้คณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดย คสช.จำนวน 11 คณะ คัดเลือกให้เหลือด้านละ 50 คน รวมเป็น 550 คน ก่อนส่งต่อให้ คสช.คัดเลือกให้เหลือ173 คน ส่วนการสรรหาของแต่ละจังหวัด คณะกรรมการประจำจังหวัดจะเสนอรายชื่อผู้ที่สมควรได้รับการคัดเลือก จังหวัดละ5 คน รวม 385 คน เพื่อให้ คสช.เลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และหลังจาก คสช.เลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งไม่เกิน 250 คนแล้ว หัวหน้า คสช.จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม โดยกระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จไม่เกิน วันที่ 2 ตุลาคมนี้
จากการดำเนินการตามโรดแมปดังกล่าว ส่งผลให้ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2557 เพิ่มจากไตรมาสแรกที่ร้อยละ 0.9 และตัวเลข จีดีพีเศรษฐกิจไทยโตขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้สรุปผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยเดือนกรกฎาคม 2557 จำนวน1,147 ราย ครอบคลุม 42 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 89.7 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.4 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และเป็นค่าดัชนีสูงสุดในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556
โดยนักวิเคราะห์ทั้งไทย และต่างชาติเห็นตรงกันว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดูดีขึ้นมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลาย และการที่ คสช.เดินหน้าตามโรดแมปที่ประกาศไว้ขณะเดียวกันเมื่อการจัดทำงบประมาณแผ่นดินบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ตามกำหนด และสามารถเบิกจ่ายได้ตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายด้านการลงทุนของภาคเอกชน ทำให้มีการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่า จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.5-2.5 ในปีนี้เป็นร้อยละ 3.5-4.5 ในปีหน้า
นอกจากการเตรียมความพร้อมเปลี่ยนผ่านโรดแมประยะที่ 1 เข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว การแก้ปัญหาเร่งด่วน และการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินยังคงดำเนินการไป อย่างต่อเนื่อง โดย 5 ฝ่าย และ 1 ส่วนงานต่างก็เดินหน้าปฏิบัติตามนโยบายที่หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้ทุกฝ่ายรีบแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
1. ฝ่ายความมั่นคง ยังคงเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต ซึ่งหลายนโยบายได้บรรลุเป้าหมายโดยเฉพาะการดูแล และให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง โดยได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมได้ในทุกจังหวัด และทุกอำเภอ เพื่อเป็นศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จในการรับแจ้งข้อมูล และเรื่องราวร้องทุกข์ รวมทั้งให้คำปรึกษากับประชาชนทั่วประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยได้ใช้มาตรการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพของประชาชน โดยการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ และการสร้างรายได้ให้กับประชาชน เช่น การลดค่าเช่าที่นา การตรวจสอบพฤติกรรมการทวงหนี้ชาวนา การจัดอบรมเพื่อส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต และการสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรกับผู้ค้าปุ๋ยเคมี รวมทั้ง ยังส่งเสริมโครงการ OTOP ทั้งด้านการบริหารจัดการและการขยายตลาด โดยจัดให้มีกิจกรรมเป็นส่วนรวม เช่น งาน OTOP 2014 งาน OTOP ภูมิภาค และโครงการศิลปาชีพประทีปไทยOTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี เป็นต้น
ขณะที่การสร้างความปรองดอง และความสมานฉันท์ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน นอกจากจะจัดกิจกรรมสนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปแล้ว แต่ละหน่วยงานยังกำหนดแผนงานในส่วนของตนเองให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดยจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเวทีการปรึกษาหารือในท้องถิ่น การจัดกิจกรรมการปรองดองสมานฉันท์ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อคืนความสามัคคีในสังคม ซึ่งถือเป็นพลังอำนาจอันแข็งแกร่งของชาติ
ส่วนมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย และจัดระเบียบสังคมต่างๆ รวมไปถึงการดำเนินการกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งต่อสถาบันสำคัญของชาติ การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และทรัพยากรธรรมชาติ การเล่นพนัน การติดตามทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย การทุจริต การแพร่ระบาดของยาเสพติด และอาวุธสงคราม ซึ่งยังคงมีการสานต่องานอย่างจริงจัง ที่เห็นได้ชัดเจนคือ นโยบายด้านยาเสพติดที่ได้ใช้มาตรการป้องกัน ปราบปราม และการบำบัดรักษาตามโครงการ 1 จังหวัด 1 อำเภอ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน รวมทั้งการนำผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนด้วยการจัดให้มีจุดตรวจด้านความมั่นคง และการตรวจค้น เพื่อป้องปรามการก่ออาชญากรรม และควบคุมกิจกรรมเชิงอบายมุข ส่วนการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวด้วยนโยบายการจัดตั้งศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service ในพื้นที่กรุงเทพมหานครปริมณฑล และจังหวัดชายทะเลนั้น ยังคงมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงงานต่างด้าวมาใช้บริการจดทะเบียนแล้วกว่า 8 แสนคน
2. ฝ่ายเศรษฐกิจ ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องค่าครองชีพ และราคาสินค้า โดยตลอดเดือนที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการต่อเนื่องในเรื่องการจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพกระจายลงสู่ระดับอำเภอรวม 36ครั้ง สามารถลดค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 1 แสนคน ขณะเดียวกันยังให้กระทรวงพาณิชย์จัดงานกระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลค่าครองชีพ ภายใต้งานมหกรรม “พาณิชย์ขับคลื่อนเศรษฐกิจคืนความสุขให้ประชาชน” ที่จังหวัดเชียงใหม่ และอุดรธานีในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
หลังจากนี้จะจัดงานดังกล่าวอีก 2 ครั้งที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดนครศรีธรรมราช สำหรับอาหารสำเร็จรูป กระทรวงพาณิชย์ และกรุงเทพมหานครได้ร่วมมือกัน เปิด “โครงการร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จเพื่อคืนความสุขทุกจานให้ประชาชน” หรือ “หนูณิชย์พาชิม” ด้วยการจำหน่ายอาหารราคาไม่เกินจานละ 25 - 35 บาทเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และส่งเสริมร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นกลไกชี้นำให้กับร้านอาหารทั่วไปไม่ให้ปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายเชิญชวนร้านเข้าร่วมโครงการในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลจำนวน 1,000 ร้านค้า ก่อนจะขยายพื้นที่เชิญชวนร้านอาหารให้เข้าร่วมโครงการไปยังจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา นครสวรรค์ กาญจนบุรี ต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการกำกับดูแลราคาสินค้าให้เกิดความเป็นธรรม อาทิ การตรวจสอบราคา การติดป้ายแสดงราคา การกักตุนสินค้า และยังเปิดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนมาที่สายด่วน 1569 อีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำคสช.จะไม่ใช้นโยบายแทรกแซงตลาดที่ทำให้เกิดการบิดเบือนราคา แต่จะให้ความสำคัญเรื่องการลดต้นทุนการผลิตควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพของผลผลิตและการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยในส่วนของข้าว นอกจากการวางแนวทางแก้ปัญหาผลผลิตข้าวในฤดูกาลต่อไปตามแนวทางข้างต้นแล้ว การตรวจสอบปริมาณข้าวคงเหลือของรัฐจากโครงการรับจำนำข้าว รวมทุกโกดัง 1,787 แห่ง มีจำนวนข้าวกว่า
18 ล้านตัน สรุปผลที่ตรวจสอบแล้ว จำนวน 1,726 แห่ง พบว่า เป็นข้าวที่มีสภาพปกติ 1,384 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 80.1 เป็นข้าวสภาพผิดปกติ จำนวน304 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 17.6 ส่วนที่เหลือ 38 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 2.2 ไม่สามารถระบุสภาพข้าวได้ สภาพกระสอบเปื่อยยุ่ยหรือ จำหน่ายข้าวแล้ว ซึ่งการตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา เพื่อนำผลสรุปเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ส่วนข้าวที่ผ่านการตรวจสอบแล้วและมีคุณภาพดีจะเริ่มทยอยระบายออกมาให้สอดคล้องกับกลไกตลาด โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางไปเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับประเทศจีน มีผลการเจรจาคือ จะมีการส่งมอบข้าวให้กับจีนตามสัญญาเดิมที่เหลือ 9 แสนตัน โดยจะดำเนินการทุกเดือน เดือนละ 8 หมื่นถึงหนึ่งแสนตัน จนถึงเดือนกันยายน 2558 ขณะเดียวกัน จีนยังสนใจสั่งซื้อปลายข้าวเพิ่มเติมจากไทย จำนวน 1 แสนตัน และเปิดโอกาสให้ไทยส่งตัวอย่างข้าวที่ผ่านการตรวจสอบเพื่อให้ทางจีนพิจารณาสั่งซื้อเพิ่ม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป
สำหรับปัญหาราคาอ้อย คสช.ได้อนุมัติเพิ่มค่าอ้อยฤดูการผลิตปี 2556/2557 อัตรา 160 บาทต่อตัน เพื่อจ่ายตรงให้ชาวไร่อ้อยที่ส่งผลผลิตเข้าโรงงานน้ำตาลจำนวน 103.67 ล้านต้น ส่งผลให้ชาวไร่อ้อยกว่า 3 แสนรายได้รับส่วนแบ่งผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาอ้อยพันธุ์ดี มีคุณภาพเพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ
ขณะที่กรณีกุ้งเกิดการระบาดของโรคตายด่วนหรือ EMS ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ คสช.ได้อนุมัติงบ 96 ล้านบาทให้กรมประมงไปจัดหาพ่อแม่พันธุ์กุ้งจากต่างประเทศที่มีคุณภาพไว้ใช้ภายในประเทศ เน้นการป้องกัน เฝ้าระวังโรคกุ้งทะเล และคัดกรองโรค EMS ตลอดจนผลิตจุลินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อทำให้ผลผลิตกุ้งฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปัญหายางพาราที่ คสช.ได้อนุมัติงบกลางกว่า 6,600 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 127,113 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,520 บาทต่อไร่ไปแล้วนั้น พบว่า ปัจจุบันได้จ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบ และยืนยันสิทธิ์แล้วเกือบ 8 หมื่นครัวเรือน
นอกจากการช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว คสช.ยังให้ความสำคัญกับการดูแลราคาผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กล้วยไม้ ตลอดจนผลไม้เศรษฐกิจ เช่น ลำไย ลองกอง เงาะ และมังคุด โดยจะหาแนวทางแก้ปัญหาให้ได้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเขตส่งเสริมการเพาะปลูกตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ การลดต้นทุนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า การจัดหาตลาดแหล่งใหม่ และการแปรรูปผลผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมไปถึงการรณรงค์ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งจากการตรวจสอบร้านค้า และผู้ประกอบการที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยประเภทต่างๆ กว่า 225 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 90 ได้การรับรองมาตรฐาน ส่วนที่เหลือพบว่า มีการปลอมแปลงเมล็ดพันธุ์ต่างชนิดผสมกัน ซึ่งจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ในการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น หัวหน้า คสช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้าคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ซึ่งมีพลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานฯ มีหน้าที่สำคัญในเรื่อง การขับเคลื่อนสินค้าเกษตรให้เกิดความสมดุล เข้มแข็ง และมั่นคง รวมทั้งมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดที่ยั่งยืน อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้ในภาพรวมต่อไป ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยังอยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการกำหนดนโยบาย และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาที่มีความเหมาะสม สอดคล้อง ครอบคลุมทุกพื้นที่ลุ่มน้ำ
ทั้งในมิติน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพของน้ำ ซึ่งกำหนดการทำแผนเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนตุลาคมนี้ และด้วยการที่ คสช.ตระหนักถึงงานที่ต้องปฏิบัติอย่างเร่งด่วนในปี 2557 โดยเฉพาะการฟื้นฟู ขุดลอกคูคลองต่างๆ คณะกรรมการฯ ได้เดินทางไปตรวจความก้าวหน้าโครงการกำจัดผักตบชวาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเน้นย้ำ และกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้ได้มาตรฐาน โปร่งใส และเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จทันตามแผนที่กำหนด
นอกจากปัญหาค่าครองชีพ และการช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว คสช.ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยในส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม คณะกรรมการต่างๆ ที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เร่งขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และนโยบายส่งเสริมการลงทุนในระยะ7 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558-2564 เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถก้าวพ้นการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ดังนี้ 1. ส่งเสริมการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2. ส่งเสริมกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3. ส่งเสริมให้เกิดสร้างการรวมกลุ่มการลงทุนที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ 4. ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5. ส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ
ส่วนคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมหรือSME ด้วยการที่ปัจจุบัน ไทยมีผู้ประกอบการวิสาหกิจ SME ประมาณ 2.76ล้านราย คสช.จึงได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมวิสาหกิจ SME ด้วยการกำหนดมาตรการส่งเสริมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้นได้แก่ การกำหนดให้การส่งเสริม SME เป็นวาระแห่งชาติ และจัดสรรงบประมาณในการส่งเสริม SME อย่างบูรณาการ โดยกำหนดกรอบงบประมาณแยกออกมาอย่างชัดเจน
ขณะที่ในส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ให้ความสำคัญในด้านคมนาคมขนส่ง และด้านพลังงาน โดยด้านคมนาคมขนส่งมุ่งที่จะรองรับความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีหน้า คสช.ได้ให้ความเห็นชอบหลักการกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 - 2565 ประกอบด้วย 5 แผนงานคือ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะ การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวง และการให้บริการขนส่งทางอากาศ พร้อมทั้งเห็นชอบแนวทางพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางราง
โดยปรับปรุงรถไฟทางคู่ในเส้นทางรถไฟเดิมช่วงที่มีปัญหาความคับคั่งของการเดินรถ เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าและสำหรับขบวนรถไฟท้องถิ่น 6 เส้นทาง ซึ่งจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพในปี 2563 หากการก่อสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่แล้วเสร็จครบทุกเส้นทางจะให้บริการเดินรถ จาก 288 เที่ยวต่อวันในปัจจุบันเป็น 800 เที่ยวต่อวัน ส่วนการวางมาตรฐานใหม่สำหรับอนาคต โดยการสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตรใน 2 เส้นทาง คือ หนองคาย-นครราชสีมา-ท่าเรือแหลมฉบัง และเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ใช้ระบบไฟฟ้าความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ใช้งบลงทุนน้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงถึงร้อยละ 30
ด้านพลังงาน คสช.ได้ให้ความเห็นชอบหลักการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการลงทุน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง อาคาร และบ้านพักอาศัย การปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงาน การศึกษาวิจัยด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เหมาะสมกับประเทศ และการพัฒนาบุคลากรในประเทศให้มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานให้เพียงพอที่จะดำเนินการให้งานด้านพลังงานของประเทศเกิดผลสัมฤทธิ์ ส่วนด้านพลังงานทดแทนจะดำเนินการตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก อาทิ การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ เป็นต้น
3. ฝ่ายกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม นอกจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และการแก้ไขกฎหมายด้านต่างๆ ให้ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว จนถึงปัจจุบัน ฝ่ายกฎหมายฯ ได้ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้มีผลบังคับใช้แล้ว 11 ฉบับเช่น การเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ได้รับเงินต่ำกว่าเดือนละ 9,000 บาท และการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ไม่เพียงสนับสนุนให้ สนช.สามารถผลักดันกฎหมาย ได้ตามระยะเวลาที่ คสช.กำหนด ยังได้นำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ คสช. เพื่อเสนอให้ สนช.พิจารณามากกว่า 40ฉบับ และฝ่ายกฎหมายฯ ยังได้เตรียมเสนอร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่สังคมในวงกว้างให้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในวาระแรกรวม 5 ฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ.การทวงหนี้ และร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ และผู้ค้ำประกัน เป็นต้น
ส่วนผลงานในภาคปฏิบัติ นโยบายสำคัญที่ยังเร่งเดินหน้าคือ การปราบปราม และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดตาม 6 มาตรการที่ได้กำหนดร่วมกันของ 15 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ การเพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การจัดระเบียบสถานบริการและสถานประกอบการ การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็ก และเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การยึด และอายัดทรัพย์สินผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ เป็นต้น โดยจะมีการประเมินผลครั้งแรกภายในเดือนนี้ ส่วนปัญหายาเสพติดในเรือนจำจะเร่งแก้ไขปัญหาให้หมดไปโดยเร็วผ่านมาตรการทั้งการตรวจค้นที่เข้มข้น การกำหนดให้มีเรือนจำเฉพาะสำหรับผู้ต้องหายาเสพติดเพิ่มขึ้น และการเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ และปรับปรุงระเบียบเรือนจำให้รัดกุมขึ้น
4. ฝ่ายสังคมจิตวิทยา รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาที่ทำให้สังคมไทยอ่อนแอ โดยร่วมกับฝ่ายต่างๆ จัดกิจกรรม คืนความสุขให้กับคนในชาติในรูปแบบต่างๆ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเร่งขับเคลื่อนงานในส่วนที่รับผิดชอบทุกด้าน โดยมีผลงานที่ชัดเจน คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ยังเดินหน้าปราบปราม และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยได้กำหนดแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินคดีด้านทรัพยากรป่าไม้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และยังได้ยึดคืนที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการออกโฉนดมิชอบมากกว่า 380 แปลง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในชายหาดทั้งหมด โดยหลังจากตรวจสอบที่ดินบริเวณหาดในทอน 17 ราย และที่ดินหาดในยาง 11รายไปเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการอีกหลายจุดในพื้นที่หาดทรายแก้ว และส่วนเชื่อมกับหาดในยางที่เป็นอาคารค่อนข้างถาวร ทั้งนี้ การทวงคืนผืนป่าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต ทั้งในด้านเอกสารสิทธิ์ และการรื้อถอน จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
กระทรวงสาธารณสุข นอกจากการเดินหน้าให้ประชาชนได้รับบริการ ด้านสาธารณสุขที่ดียิ่งขึ้นด้วยการปฏิรูประบบบริการสุขภาพในรูปแบบเขตบริการสุขภาพทั้ง12 เขตแล้ว ยังได้มีการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่แม้การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกแต่ได้มีการกำหนดมาตรการหลักไว้รับมือคือ มาตรการเฝ้าระวังโรค มาตรการดูแลรักษา และมาตรการการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังนำมาตรการทางด้านกฎหมายมาใช้เสริมด้วยการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งจะมีผลดีช่วยให้เจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ มีอำนาจในการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เมื่อโรคเกิดในต่างประเทศ เจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองจะมีอำนาจดำเนินการกับยานพาหนะ และผู้เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจ รักษา แยกกัก กักกัน และการให้วัคซีน และหากโรคเกิดในประเทศ เจ้าพนักงานสาธารณสุขจะมีอำนาจห้ามเข้า-ออกปิดสถานที่ ห้ามเข้าสถานที่ชุมชน ให้แจ้งการเกิดโรค ให้กำจัดแหล่งแพร่โรคเป็นต้น
กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีการจัดการแสดง คืนความสุขให้คนในชาติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแสดงทางวัฒนธรรม เรื่อง “ในสวนฝัน” ผสานใจภักดิ์ แด่ อัคราภิรักษศิลปิน โดยศิลปินแห่งชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 12 สิงหาคม 2557 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู รักษา และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้เจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 2 และ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้มีประชาชนสนใจเข้าชมจนเต็มทุกรอบ
นอกจากนี้ ยังได้เดินหน้าโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 : ชาวประชาเป็นสุข เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และความสุขของคนในชาติ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของ คสช. ที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับหน่วยงานทหารในพื้นที่ดำเนินการอย่างบูรณาการตามวิถีวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดครอบครัวรักษาศีล 5และหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในทุกจังหวัด โดยมีพระภิกษุในพื้นที่เป็นแกนนำ และมีผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงผู้สูงอายุในหมู่บ้านช่วยกันดูแลลูกหลาน เอาใจใส่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความรัก ความเอื้ออาทร และความปรองดองสมานฉันท์ โดยในระยะเร่งด่วนได้นำร่องจังหวัดรักษาศีล 5 ต้นแบบใน 11 จังหวัดคือ สระบุรี เลย แพร่ กาญจนบุรี ราชบุรี หนองคาย บึงกาฬ ยโสธร ชัยนาท สมุทรสงคราม และปทุมธานี โดยได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระดมสรรพกำลังดำเนินการอย่างเข้มแข็ง และจริงจัง เพราะเมื่อคนในหมู่บ้านตั้งใจรักษาศีล 5จะทำให้สังคมไทย เป็นสังคมที่ไม่มีการเบียดเบียน ทำร้ายกัน ไม่มีการลักทรัพย์ ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น ไม่พูดเท็จ ไม่มียาเสพติด เป็นสังคมที่สงบสุข และเต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นในอดีต
กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้การช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศลิเบีย และเดินทางกลับมายังประเทศไทยตามคำสั่งจากหัวหน้า คสช. ซึ่งชุดแรกเป็นนักศึกษาชายจำนวน 8 คน โดยเบื้องต้นได้ให้การช่วยเหลือเรื่องค่าอาหาร ค่าพาหนะ และค่าประสานงานระหว่างการเดินทาง เพื่อส่งกลับภูมิลำเนา ส่วนในขั้นต่อไป ศูนย์พัฒนาสังคมในพื้นที่จะออกเยี่ยมบ้านนักศึกษากลุ่มดังกล่าวต่อไป สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในชุดต่อไปสามารถดำเนินการได้ทันทีที่ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศ
ส่วนกรณีเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ผ่านฝ่ายกฎหมายฯ และฝ่ายสังคมจิตวิทยา เพื่อเสนอให้ คสช.พิจารณา โดยมีเนื้อหาที่สำคัญ คือ ห้ามมิให้มีการตั้งครรภ์แทน เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งที่ประชุม คสช.จะส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป
5. ฝ่ายกิจการพิเศษ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ วันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร“62 พรรษามหาวชิราลงกรณ” ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2557 โดจัดกิจกรรมพิธีบำเพ็ญกุศล พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 162 รูป พิธีถวายเครื่องสักการะจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลและถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ และได้ดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา82 พรรษา 12 สิงหาคม 2557 ณ บริเวณสวนอัมพร ลานพระราชวังดุสิต และท้องสนามหลวง รวมถึงกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดรวมทั้งจัดพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล ณ บริเวณท้องสนามหลวง
ส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน หลังจากที่มีการปรับระบบการรับข้อร้องเรียนใหม่ พบว่า ประชาชนสามารถส่งข้อร้องเรียนเข้ามามากยิ่งขึ้น เฉพาะช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนกว่า 58,000 เรื่อง แก้ไขปัญหาได้ข้อยุติกว่า 40,000 เรื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 6,500 เรื่อง นอกจากนี้ ได้ให้การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มายื่นข้อร้องเรียนอย่างครบวงจร เร่งรัดกระบวนการติดตาม และแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแจ้งผลการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เพื่อแสดงให้เห็นว่า คสช. มิได้ละเลยต่อทุกปัญหาของประชาชน
สำหรับงานที่เป็นหน่วยขึ้นตรงกับหัวหน้า คสช. ได้รับมอบหมายให้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานต่างๆ ของ คสช. รวมถึงการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ ของประชาชน และจากการติดตามงานด้านต่างๆพบว่า ส่วนใหญ่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมสำคัญตามนโยบายของ คสช. ซึ่งจากการกวดขันจับกุม และระดมกวาดล้างผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถิติคดีอาญาในห้วงเดือนที่ 3 ลดลงเกือบทุกคดี เมื่อเทียบ





