นักวิชาการด้านสื่อฯ ชี้สื่อต้องปฏิรูป จี้ตัวแทนสื่อฯในสปช.ต้องเสนอยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับ103 เพราะเนื้อหากำกวม
สื่อเสี่ยงสูงถูกฟ้อง ด้าน"เจ้าของเว็บสนุก" ชี้โลกโซเชียลมีบทบาทสูงต่อการรู้ข่าว แนะสื่อฯหลักต้องสร้างความน่าเชื่อถือ-เพิ่มการยอมรับ พร้อมเสนอให้เพิ่มองค์ความรู้ปชช.เพื่อรู้ทันสื่อฯ
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีงานเสวนา เรื่อง "ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปความจริง" เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องเขัาร่วมเวที
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุสำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เชิญสื่อมวลชนไปพบหลายครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะมีความกังวลต่อประเด็นการเมือง กรณีสื่อการเมือง เช่น เอเอสทีวี, บลูสกาย ทราบว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อ และนำเสนอผังรายการใหม่ไม่ให้นำเสนอประเด็นทางการเมืองมากจนเกินไป และอยู่ภายใต้ประกาศ คสช. ฉบับที่ 103/2557 ว่าด้วยการให้ความร่วมมือต่อ คสช. และการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะที่ไม่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์กรรทำงานของ คสช. ด้วยเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประเด็นคำสั่งดังกล่าว ตนขอฝากไปยังตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และได้รับคัดเลือกให้ไปทำหน้าที่ ต้องทำภาระกิจแรก คือ เสนอให้ยกเลิก ประกาศ คสช. ที่103/2557 เนื่องจากมีเนื้อหากำกวมและยากต่อการทำงานของสื่อฯ อีกทั้งมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องได้
นายประสงค์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่าการปฏิรูปสื่อฯ ต้องทำให้ประชาชนพอใจและเกิดการยอมรับ ทั้งนี้มี 3 แนวคิดที่ระบุไว้ในกฎหมาย กสทช. ได้แก่ 1.คุ้มครองการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน คือ สื่อมวลชนต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์,ประชาชนเข้าถึงได้อย่างรอบด้าน และไม่มีการปิดกั้นข่าวสาร โดยประเด็นดังกล่าวถือว่าปฏิบัติได้ยาก เพราะหากพบองค์กรสื่อฯ ไม่ปฏิบัติตาม ทางสถาบันวิชาชีพไม่สามารถกำกับ หรือมีกลไกคุ้มครองการนำเสนอข่าวสารไปยังประชาชนได้ เช่น กรณีละครเหนือเมฆ ที่สอดแทรกอุดมคติการเมืองแทรกอยู่ ที่ฉายทางโทรทัศน์ช่อง3 ถูกงดออกอากาศตอนสุดท้าย ทำให้ประชาชนเกิดคำถามและขอให้ช่อง3 ชี้แจงขณะที่โลกโซเชียลมีเดียเข้าไปตำหนิในแฟนเพจของช่อง3 จำนวนมาก แต่ช่อง3 กลับไม่ถูกกำกับหรือตรวจสอบโดยกลไกวิชาชีพได้, 2.คุ้มครองผู้บริโภคจากการประกอบกิจการจากการละเมิด แต่สิ่งที่สังคมเผชิญคือ การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ละเมิดสิทธิเด็ก, สตรี, ผู้ป่วย และ 3.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ ดังนั้นการพิจารณากลไกการคุ้มครองเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องร่วมหาวิธีที่จะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร นอกจากนั้นเรื่องสวัสดิการของสื่อฯ ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ตนทราบมาว่าสื่อฯ บางแห่งได้รับเงินเดือน ไม่ถึง 15,000 บาท
ด้านนายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) กล่าวว่า ปัญหาที่ผ่านมาของสื่อฯ ประเด็นหลักคือการกำกับและตรวจสอบกันเองที่ไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง มีตัวอย่างที่สื่อถูกตรวจสอบแล้วไม่พอใจก็ลาออกจากการสังกัดองค์กรวิชาชีพ ทำให้การตรวจสอบนั้นไม่เกิดผลใดๆ ต่อไป และองค์กรวิชาชีพถูกเรียกว่าเป็นเสือกระดาษ นอกจากนั้นแล้วยังพบด้วยว่าสื่อ ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างฟุ่มเฟือยและไม่รับผิดชอบ, ยอมรับและให้ความร่วมมือต่อการถูกแทรกแซง เป็นต้น ดังนั้นหากจะคำนึงถึงการปฏิรูปสื่อ มี 5 ปัจจัยที่ต้องพิจารณา คือ 1.โครงสร้าง การออกใบอนุญาต หรือสัมปทาน ต้องมีการตรวจสอบและทบทวนการออกใบอนุญาตในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม แทนการให้ใบอนุญาตระยะยาว 15 ปี เป็นต้น, 2.กลไกการกำกับดูแล, 3. กฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดให้เป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพ และยอมรับบทลงโทษ, 4.ปรับปรุงจริยธรรมให้ทันสมัย และ5.เพิ่มบทบาทของภาคประชาชนหรือผู้บริโภคสื่อฯ อาทิ ในส่วนของหนังสือพิมพ์ ต้องมีกระบวนการการควบคุมด้านสื่อหนังสือพิมพ์ ที่ประกอบด้วยภาคประชาชน และตัวแทนสื่อที่ไม่ใช่กลุ่มมาเฟีย
นายธาม กล่าวด้วยว่า ระยะ 10 ปีที่ผ่านมา พบการเพิกเฉยความจริงแต่นำเสนอความเป็นจริงที่ปรับเปลี่ยนได้จนสังคมเกิดความเชื่อ ความชอบและกลายเป็นความนิยม ทำให้เกิดคำถามกับสื่อฯ ว่า 1.สื่อมีความเป็นกลางหรือไม่ ตนมองว่ามีเพราะสื่อ ได้ค้นหาความจริง ไม่เอนเอียง ฝักใฝ่ฝ่ายใด, 2.สื่อฯเลือกข้างได้หรือไม่ ที่ผ่านมามีบางช่อง บางฉบับชูสโลแกนว่า เลือกข้างสังคมไทย, คุณธรรม, ความดี แต่ตนมองว่านักข่าวคือผู้ค้นหาความจริงทุกแง่มุม ไม่ใช่ผู้ตัดสินว่าข่าวนั้นคือความดี หรือมีคุณธรรม และ 3.จุดยืนนักข่าวอยู่ตรงไหน ในประเทศสหรัฐอเมริกา สื่อสามารถเลือกสนับสนุนพรรคการเมืองได้ แต่มีบีบีซีเลือกที่จะเขียนจุดยืนของเขาว่า คือ สนามข่าว ดังนั้นจุดยืนของนักข่าวคือสนามข่าว ต้องเข้าไปยืนในสนามข่าว คอยเหตุการณ์ในสถานการณ์ทุกๆ จุด ไม่ใช่แค่การเกาะติดแกนนำม็อบเท่านั้น
"ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่สื่อต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะภาพข่าวๆ เดียวไม่ใช่เผยแพร่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่จะเผยแพร่ไปอีก 10 ประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเจอคือวิกฤตปฏิรูป หากไม่พัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ" นายธาม กล่าว
ขณะที่นายปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัทบัณฑิตเซ็นเตอร์จำกัด และผู้บริหารเว็บไซต์ kapook.com กล่าวว่าในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อ ได้เพราะอุปกรณ์สื่อสาร, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตมีราคาถูกลง และช่องทางสื่อสาร รวมถึงแอพพลิเคชั่นมีผู้ใช้มากทำให้เกิดเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารในวงกว้าง ด้วยการส่งต่อไปเรื่อยๆ จนสื่อหลักให้ความสนใจและติดตามนำเสนอ ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าในยุคที่สื่อเล็กที่เริ่มบทบาทอย่างมากต่อการรับข้อมูลของคนในสังคม สื่อหลักจำเป็นต้องเป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด และการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือของสื่อหลักจะสร้างการยอมรับและให้การติดตามจากประชาชน
"ถ้าสื่อหลัก นำเสนอข่าวแบบเอามัน เพื่อความสนุกให้คนติดตามมากๆ โดยไม่สนใจสังคม ถือเป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก หากเราอยากปฏิรูปผู้โภคเพื่อให้รู้ทันการนำเสนอข่าว และกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนไปถึงผู้นำเสนอข่าวให้นำเสนอสิ่งที่ถูกต้อง เป็นข้อเท็จจริง ผมเชื่อว่าจะเป็นการยกระดับสื่อไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสื่อต่างชาติได้ ไม่ใช่นำเสนอข่าวที่คิดว่าผิดเพี้ยนไปบ้างก็ได้ เพื่อดึงดูดผู้ชม" นายปรเมศวร์ กล่าว





