ศาลยกฟ้อง'สุวรรณ'ทุจริตสร้างสนามกีฬาคลองหก

ศาลยกฟ้อง'สุวรรณ'ทุจริตสร้างสนามกีฬาคลองหก

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง อดีตอธิบดีกรมพละฯ ทุจริตสร้างสนามกีฬาคลองหก

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3014/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุวรรณ กู้สุจริต อายุ 73 ปี อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ , นายสมเกียรติ ตงศิริ อายุ 62 ปี เจ้าหน้าที่บริหารงานออกแบบก่อสร้าง สำนักการกีฬา , นายบัณฑิต ปลีหจินดา อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่พัสดุ 7 กองคลัง , นายวิทยา วงษ์สมาน อายุ 66 ปี อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงาน 7 สำนักกีฬา , นายประพัน ไพรอังกูร อายุ 54 ปี นายช่างไฟฟ้า 5 สำนักกีฬา , นายปกรณ์ ปั้นจั่น อายุ 42 ปี นายช่างเขียนแบบ 4 สำนักกีฬา , นายสมศักดิ์ อยู่คง อายุ 69 ปี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา กรุงเทพฯ , นายสมพงษ์ ผาสุข อายุ 55 ปี นายช่างโยธา 5 , นายพีชเรข พิริยหะพันธุ์ อายุ 69 ปี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการกีฬา , นายพีระพงศ์ สุวรรณราช อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่พลศึกษา 6 อดีตข้าราชการกรมพลศึกษา และนายบุญชู วงศ์กิจรุ่งเรือง อายุ 59 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอินเตอร์ แอร์ ซัพพลาย จำกัด เป็นจำเลยที่ 1- 11 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ , ร่วมกันสนับสนุนให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ 162

ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.52 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า วันที่ 14 ม.ค.42 - 29 ก.ย.43 จำเลยที่ 1-10 ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับงานโครงการก่อสร้างของกรมพลศึกษา 2 แห่ง ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬา สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 และเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 7 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ (คลอง 6 ต.ธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 4 หมวดงาน ด้วยวิธีพิเศษ ที่มีบริษัท สยามอินเตอร์แอร์ จำกัด โดยนายบุญชู จำเลยที่ 11 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ประมูล ก่อสร้างหมวดงานที่ 4 อาคารบริการกลาง กรมพลศึกษา ราคา 97,187,446บาท และโครงการที่ 2 ก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งกรมพลศึกษาได้ทำสัญญาจ้างบริษัท แปซิฟิก แอสโซซิเอท กรุ๊ป จำกัด ก่อสร้างในวงเงิน 1,623 ล้านบาท ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ ได้ทำการรับรองเป็นหนังสือ ว่างานตามสัญญาจ้างที่บริษัท สยามอินเตอร์ฯ ส่งมอบให้กรมพลศึกษานั้นเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ ทั้งที่ไม่ถูกต้องตามสัญญาจ้างและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และพวกจำเลย ยังได้ร่วมกันมีความเห็นเพื่ออนุมัติงดค่าปรับบริษัท สยามอินเตอร์ฯ ที่ก่อสร้างงานเสร็จล่าช้าโดยอ้างว่าเกิดจากความผิดหรือความล่าช้าของกรมพลศึกษาเอง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ความผิดของกรมพลศึกษาแต่อย่างใด นอกจากนี้ในวันที่ 6 พ.ค.42 จำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจการจ้างและรายงานผลการปฏิบัติงานของบริษัท แปซิฟิกฯ ผู้รับจ้างว่า ได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยและอนุมัติเงินค่าก่อสร้างจำนวน 50 ล้านบาทให้ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะการก่อสร้างกำแพงกันดินดังกล่าวไม่ถูกต้องตามแบบในสัญญาจ้าง รวมทั้งยังอนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้บริษัท แปซิฟิกฯ 142,824,000 บาท และสั่งให้บริษัทฯ หยุดงานเพื่อแก้รูปแบบรายการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง ทำให้บริษัทไม่ได้นำเงินล่วงหน้าไปก่อสร้างตามวัตถุประสงค์ ครม. จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธสู้คดี เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ ปทุมวัน ต.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 ต.ค.55 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 11 คน เนื่องจากเห็นว่าในการก่อสร้างมีงาน 6 รายการเป็นการติดตั้งผนังบานเลื่อน ซึ่งเป็นงานนอกสัญญาจ้าง ส่วนงานอีก 5รายการแม้เป็นงานที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา แต่เมีเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไม่ทำให้ราชการเสียผลประโยชน์ จึงไม่มีเหตุผู้ควบคุมงานจะสั่งให้บริษัทผู้รับจ้างแก้ไข ซึ่งผู้ควบคุมงานมีหน้าที่ต้องรับมอบงานงวดที่ 6-8 โดยเร็ว การที่จำเลยที่ 1-10 ทำการตรวจจ้างแล้วมีมติรับงานงวดที่ 6-8 จึงเป็นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 72 และ 136 ส่วนที่จำเลยที่ 1-10 มีมติให้คืนเงินค่าปรับบริษัทผู้รับจ้างนั้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ข้อ 139 ให้อำนาจหัวหน้าส่วนราชการพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ ดังนั้นจึงเป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมพลศึกษา ขณะที่การพิจารณาได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา รวมทั้งขอความเห็นจากผู้ควบคุมงานด้วย จึงเป็นการปฏิบัติอย่างรอบคอบไม่มีเจตนาช่วยเหลือผู้รับจ้าง จึงเชื่อว่าการงดค่าปรับเป็นเพราะเหตุที่เกิดจากความผิด หรือความบกพร่องของกรมพลศึกษาเอง

ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์คดี โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-10 ได้ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานในการกำหนดราคาตามแบบก่อสร้าง ส่วนการลดจำนวนวงเงินค่าปรับ ก็มีการปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเช่นกันโดยมีความเห็นให้บริษัทผู้รับเหมา ต้องคืนเงิน 14 ล้านบาทเศษ แม้จำเลยที่ 1-10 ไม่ได้มีความรู้ด้านวิศวกรโดยตรง แต่ได้ปรึกษาหน่วยงานผู้ที่มีความรู้ เพื่อให้ความเห็นต่อการกระทำของจำเลยที่ 1-10 ในการปรับลดวงเงินดังกล่าว ดังนั้นจึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่และเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยชอบ

และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติเงินค่าก่อสร้างล่วงหน้ากว่า 142 ล้านบาทเศษ แต่บริษัทผู้รับเหมาไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญานั้น หัวหน้าฝ่ายบัญชี กรมพลศึกษา พยานโจทก์เบิกความว่า โครงการก่อสร้าง 2 ที่เป็นปัญหานั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างขอใช้สิทธิเบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าตั้งแต่งวดที่ 5-17 นั้น เนื่องจากมติ ครม. เห็นควรช่วยเหลือผู้ประกอบการในการก่อสร้างกรมพลศึกษาจึงอนุมัติให้จ่ายเงินล่วงหน้า แต่ต่อมาภายหลังได้เกิดปัญหาการก่อสร้าง จึงได้ระงับการก่อสร้างดังกล่าว และกรมพลศึกษาได้รับเงินคืนจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างครบถ้วนแล้ว

นอกจากนี้ยังมี เจ้าหน้าที่บริหารการเงิน เบิกความด้วยว่า การจ่ายเงินล่วงหน้า จำนวน 142 ล้านบาทเศษนั้น ถูกต้องตามระเบียบ ฯ เนื่องจากขณะนั้นทางราชการ มีเจตนาช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการของภาครัฐ ให้มีเงินทุนหมุนเวียนโดยกำหนดวิธีการเงื่อนไขต่างๆไว้ให้ผู้รับเหมาปฎิบัติตาม

ศาลจึงเห็นว่า การที่ผู้รับเหมาจะทำการก่อสร้างเสร็จตามสัญญาหรือไม่นั้น เห็นว่าเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งผู้ที่อนุมัติเงินล่วงหน้า คงไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ การกระทำของจำเลยที่1 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่โดยรอบคอบตามกฏหมายแล้ว โดยทางนำสืบโจทก์ ก็ไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทำให้ราชการเสียหายแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืน

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายสุวรรณ กล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมกับตน ขณะที่ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจ ปปช.ที่ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องจากนักการเมือง จึงมีมติ 9 เสียงชี้มูลว่าตนทำความผิด แต่พอมาถึงชั้นศาลก็ไม่เห็นมีนักการเมือง มาเบิกความเป็นพยานโจทก์แต่อย่างใด โดยสุดท้ายแล้วศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เห็นว่าตนไม่ได้กระทำความผิด

นายสุวรรณ กล่าวอีกว่า อัยการโจทก์จะยื่นฎีกาอีกหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่อยากขอความเห็นใจ เพื่อให้คดีมันจบลง เพราะทุกข์ทรมานมาเป็นสิบปีแล้ว ปัจจุบันก็ต้องรักษาตัวจากอาการป่วโรคเส้นเบลือดในสมองตีบ ขณะที่เส้นทางการเมือง จากเดิมที่เคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็หมดอนาคต เพราะถูกดำเนินคดีนี้ แต่ตนก็ไม่คิดจะไปฟ้องกลับอะไร