วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการชี้ปัญหาสภาท้องถิ่นราชการหวังอำนาจ

"ตระกูล"ชี้ปัญหาสภาท้องถิ่นลากตั้ง ยำ้กรอบแนวความคิดรัฐบาลตั้งขึ้นมา เป็นกรอบแนวคิดที่ระบบราชการต้องการมีอำนาจ

นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 85-86/2557 ว่า การจะปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช้โมเดลที่เป็นอยู่ ที่ให้งดการเลือกตั้ง แล้วมาสรรหาแทน

ทั้งนี้ ส่วนตัวเข้าใจ คสช.ที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่แนวทางนี้ไม่ควรใช้นาน เนื่องจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นควรใช้รูปแบบเดิม แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น หากจะเป็นรูปแบบสรรหา มองว่าไม่เหมาะสม ใช้ได้แค่ชั่วคราว อีกทั้งเงื่อนไขที่ทาง คสช.กำหนดค่อนข้างสูงและจำกัดคุณสมบัติว่าในหลายๆ ตำแหน่งต้องเป็นข้าราชการระดับสูงในพื้นที่

"เท่าที่ได้รับข้อมูลมา พบว่ามีบางท่านได้รับการสรรหาคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหลายแห่ง บางท่านก็เป็นแบบข้ามอำเภอ แม้ว่าจะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน จึงทำให้คนที่ได้รับการคัดเลือกทำงานได้ไม่เต็มที่ และไม่รู้ปัญหาในพื้นที่จริงๆ หรือจะกำหนดให้สรรหาคนในพื้นที่ แต่เมื่อคุณสมบัติสูงเกินไป ทำให้คนในพื้นที่ไม่มีคุณสมบัติ เช่น อบต.เล็กๆ คงไม่มีข้าราชการระดับ 8 แต่เห็นว่าขณะนี้ได้ลดคุณสมบัติเป็นข้าราชการระดับ 7 ก็น่าจะผ่อนคลายไปได้บ้าง"

แนะปฏิรูปกลไกคุมทุจริตท้องถิ่น

สำหรับข้อเสนอเรื่องปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนั้น นายสติธร กล่าวว่า การปฏิรูปควรออกแบบในเรื่องกลไกการควบคุมการทุจริตให้มีมากขึ้น และคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา แต่ไม่ควรเปลี่ยนวิธีจากการเลือกตั้งเป็นการสรรหา ไม่เช่นนั้นจะมีความวุ่นวายอย่างแน่นอน

แนวคิดคสช.ผิดพลาดปมสรรหาท้องถิ่น

นายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาเรื่องการปกครองท้องถิ่นมาตลอด กล่าวว่า ประกาศ คสช. 2 ฉบับนี้เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดของคสช.

"แนวคิดที่มองการเลือกตั้งในช่วงสถานการณ์เช่นนี้จะก่อให้เกิดความแตกแยกนั้น ก็ถือว่ามีเหตุผล และการใช้กระบวนการสรรหาแทนก็ทำได้ แต่กระบวนการสรรหาต้องได้ตัวแทนจากประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนจริงๆ มาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น อีกทั้งคุณสมบัติสมาชิกสภาท้องถิ่นจะต้องไม่ใช่ข้าราชการ ต้องเสนอให้มาจากภาคประชาสังคมของในหมู่บ้านและชุมชน ถ้าในช่วงเวลาอย่างนี้พอจะรับได้ แต่ไม่ใช่ระยะยาว"

นายตระกูล กล่าวต่อว่า สำหรับในระยะยาว หากจะใช้ระบบการสรรหาในการปกครองส่วนท้องถิ่น อาจจะใช้รูปแบบผสม กล่าวคือ ระบบสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง กับระบบสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการสรรหาและก็เช่นเดียวกัน ในโหมดการสรรหาต้องให้เป็นการสรรหาเอาตัวแทนของกลุ่มคน กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวนา หรือกลุ่มภาคประชาสังคมในท้องถิ่นนั้นจริงๆ เข้าไปประกบกับตัวสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง

เช่น สมาชิกสภาเทศบาลตำบล มีสมาชิก 12 คน แบ่งเขตเลือกตั้ง 12 เขต เขตละ 6 คน ตามกฎหมายที่มีอยู่ ก็แบ่งเป็นว่าในเขตนั้นมาจากการเลือกตั้ง 3 คน และการสรรหา 3 คนที่มาจากชุมชนนั้น สมาชิกส่วนบริหารตำบล หมู่บ้านละ 2 คน ก็ให้เลือกตั้งหมู่บ้านละ 1 คน และมาจากการสรรหา 1 คน ขององค์กรประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็จะตัดปัญหาการซื้อเสียงต่างๆ ได้ แต่ทั้งนี้ต้องตัดระบบข้าราชการออกทั้งหมด

ย้ำต้องแยกข้าราชการออกจากท้องถิ่น

"การบริหารท้องถิ่นโดยใช้วิธีการสรรหา แล้วให้ข้าราชการเป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ผมมองว่าไม่ควรมีและถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงมาก แนวความคิดการใช้การสรรหาเบื้องต้น คือสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น แล้วค่อยให้ประชาชนเลือกตั้ง ถ้าจะทำได้ต้องวางระบบไว้โดยให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับการสรรหา แต่ว่าจะสรรหาเพื่อให้ได้คนของตัวเองทั้งหมด ผมไม่เห็นด้วย จะทำให้ระบบการกระจายอำนาจนั้นสูญเสียอย่างมาก" อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ

นายตระกูล กล่าวด้วยว่า ปัญหาตรงนี้ยังพูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะกรอบแนวความคิดของรัฐบาลที่จะตั้งขึ้นมา เป็นกรอบแนวคิดที่ระบบราชการต้องการมีอำนาจและอิทธิพล รวมทั้งต้องการแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาการซื้อเสียง การคอร์รัปชัน โดยคิดว่าราชการมาจัดการแล้วจะแก้ปัญหานี้ไปได้ โจทย์สำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ คือ อำนาจจะต้องอยู่ในมือของประชาชน แล้วให้ประชาชนได้ตัดสินใจเอง

“ในอดีตที่ผ่านมา การแต่งตั้งข้าราชการมาเป็นผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ปรากฏว่าได้คนที่ไม่รู้เรื่องท้องถิ่นนั้นๆ เลย และปัจจุบันกระบวนการสรรหาของ คสช. ก็ได้ข้าราชการมาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการไม่ได้อยู่ในพื้นที่ก็จะไม่รู้ปัญหาของคนในพื้นที่ แล้วคุณจะเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นได้อย่างไร" เขาตั้งคำถาม

ดึงประชาชนมีส่วนร่วมแก้ทุจริต

เมื่อถามว่า คนที่ทำงานให้ คสช. มองว่านักการเมืองท้องถิ่นโกงกินกันมาก จะแก้อย่างไร นายตระกูล กล่าวว่า เรื่องโกง คอร์รัปชัน ราชการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ท้องถิ่น และนักการเมือง ก็มีการโกงกันทั้งนั้น แล้วจะบอกว่าท้องถิ่นโกง แล้วมาแก้เฉพาะท้องถิ่นคงไม่ได้ แต่ควรต้องหาระบบป้องกันปัญหา เพราะถ้าหากประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแล้วก็โกงไม่ได้หรอก

"ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นข้ออ้างของข้าราชการและนักการเมืองมากกว่า" นายตระกูล ระบุ

กระจายอำนาจจริงสู้กระจายอำนาจเทียม

เมื่อซักว่า จะเดินปฏิรูปท้องถิ่นอย่างไร นายตระกูล กล่าวว่า ตอนนี้เป็นช่วงเวลาของการต่อสู้ระหว่างการกระจายอำนาจที่แท้จริง กับการกระจายอำนาจเทียม ต้องกลับมาสู้กันใหม่ในแนวคิดว่า การกระจายอำนาจที่เราเจอมา 15 ปี จะหวนกลับไปก่อนปี 2540 นั้นไม่ถูกต้อง คงต้องเดินหน้าต่อ

"สิ่งที่เดินหน้าต่อ อะไรที่เป็นจุดบกพร่อง เช่น การทุจริต การคอร์รัปชัน การผูกขาดอำนาจ ก็ต้องแก้ตรงนั้น อย่าไปเหมารวมและยกเลิกระบบทั้งหมดคงไม่ถูกต้อง" อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย