ธุรกิจโรงแรมแจงปมกฎอัยการศึกอุปสรรคใหญ่ท่องเที่ยว เสนอยกเลิกเร่งด่วนก่อนเข้าไฮซีซัน
จากความไม่สงบทางการเมืองที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องจนนำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกและรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้แม้ธุรกิจท่องเที่ยวจะเริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยในเดือน ก.ค.อัตราติดลบของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือ 10.92 % ฟื้นจากจุดต่ำสุดของปีในเดือน มิ.ย.ที่ติดลบลงไปถึง 24.37% อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม ยังคงต้องเผชิญอุปสรรคที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวไม่ดีเท่าที่ควร
นายกฯโรงแรมหนุนเลิกกฎอัยการศึก
นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า แม้ว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะดีขึ้นตามลำดับ ต่างชาติที่เป็นคู่ค้าเข้าใจสถานการณ์ในไทยมากขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักธุรกิจยังไม่สามารถเดินหน้าทำแผนตลาดได้เต็มที่คือ การที่ไทยยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก มีผลโดยตรงในแง่กฎหมายทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ราว 40 ประเทศ ยังต้องประกาศเตือนการเดินทางมาไทย ส่งผลให้บริษัทประกันภัยไม่สามารถให้ความคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะมาเยือนไทยภายใต้กฎอัยการศึก
โดยยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นปัจจัยลบสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่อาจทำให้การท่องเที่ยวไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ในปีนี้ แม้ว่าจะมีช่วงไฮซีซันรออยู่ใน 3 เดือนสุดท้ายของปี เนื่องจากในเดือนนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะจากยุโรปต้องตัดสินใจจองแพ็คเกจทัวร์หรือที่พักโรงแรมล่วงหน้าแล้ว แต่หากยังไม่มีการยกเลิกกฎอัยการศึก อาจทำให้นักท่องเที่ยวต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางไปเที่ยวที่อื่นแทนไทย
“การจะคงหรือยกเลิกกฎอัยการศึกต้องรีบตัดสินใจตอนนี้ หากยังต้องการฟื้นฟูบรรยากาศให้ทันไฮซีซัน เพราะหากไปยกเลิกในเดือน พ.ย.-ธ.ค.คงจะไม่ทันแน่นอน เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้า"
ยอมรับอัตราการเข้าพักตกต่ำที่สุด
นายสุรพงษ์ ยอมรับด้วยว่า สถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีการชุมนุมตั้งแต่ปลายปี 2556 รวมถึงภาวะตลาดที่ช็อกไปในช่วงที่มีการรัฐประหารเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมอย่างมาก ทำให้อัตราเข้าพักเฉลี่ยตกต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับวิกฤตการเมืองทุกครั้งที่ผ่านมาโดยคาดว่าในปีนี้อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศน่าจะอยู่ราว 50% เท่านั้น แม้ว่าในช่วงไฮซีซัน 3 เดือนสุดท้ายปีนี้ อัตราเข้าพักอาจกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่70-80% แต่ก็ผลักดันได้เฉพาะเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนราคาห้องพักเฉลี่ยในปีนี้จะลดลงอย่างมากแน่นอน
“ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าราคาห้องพักจะดิ่งลงอีกมากน้อยแค่ไหน เพราะยังต้องรอดูสถานการณ์ตลาดในช่วงไฮซีซันว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาแค่ไหน ตอนนี้โรงแรมต่างๆ เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ราคาพิเศษ จัดโปรโมชั่นผ่านทั้งช่องทางออนไลน์ถึงผู้บริโภคโดยตรง และช่องทางออฟไลน์ผ่านเอเย่นต์ต่างๆ กันจำนวนมาก เพราะจำเป็นต้องดึงรายได้เข้ามาเลี้ยงธุรกิจและพนักงาน แม้รายได้ต่อห้องพักต่ำกว่าเดิมก็ตาม"
โรงแรมหยุดรับพนักงานทดแทน
จากสถานการณ์ดังกล่าว สร้างความวิตกกังวลต่อเนื่องไปถึงปัญหาแรงงานในภาคธุรกิจโรงแรมในช่วงไฮซีซัน เพราะในช่วงก่อนจะเกิดวิกฤตการเมือง การท่องเที่ยวไทยถือว่าเติบโตถึงขีดสุด ทำให้มีความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างสูงจนเกิดภาวะขาดแคลน แต่เมื่อเกิดปัญหาการเมืองร่วมกับอยู่ในช่วงโลว์ซีซันที่ลูกค้าจะลดลงต่ำที่สุดในรอบปี ทำให้ภาวะตลาดแรงงานในธุรกิจโรงแรมกลับมาอยู่ในระดับกลางๆ คือพอเพียงกับแรงงานที่โรงแรมแต่ละแห่งมีอยู่ โดยพนักงานส่วนใหญ่ยังไม่ถึงกับตกงานเป็นจำนวนมาก จะยกเว้นในกรณีที่เจ้าของโรงแรมถือโอกาสปิดปรับปรุงในบางโครงการเท่านั้น
ส่วนการประกาศรับพนักงานเพิ่มอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ยังไม่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในปีนี้ เพราะโรงแรมส่วนใหญ่ยังรอดูสถานการณ์ไฮซีซัน ตราบใดที่ยังไม่เห็นอัตราการเข้าพักที่ขยับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ก็คงจะต้องคงอัตราพนักงานเท่าเดิมไปก่อน โดยนโยบายที่ดำเนินการส่วนใหญ่คือ หากมีพนักงานลาออก โรงแรมก็จะถือโอกาสหยุดอัตราจ้างนั้นไว้ก่อนเพื่อลดต้นทุน ขณะที่อัตราการเทิร์นโอเวอร์ หรือย้ายงานในปัจจุบันก็ลดน้อยลงมาก ทั้งๆ ที่ปกติงานโรงแรมจะมีการเปลี่ยนถ่ายโยกย้ายที่ทำงานกันค่อนข้างถี่ เพราะพนักงานเริ่มตระหนักแล้วว่า โอกาสที่จะหาตำแหน่งงานใหม่ในภาวะปัจจุบันค่อนข้างลำบาก จึงต้องรักษาตำแหน่งที่มีอยู่ไว้ แม้ว่าบางตำแหน่งจะมีผลกระทบด้านรายได้ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น แผนกที่เกี่ยวข้องกับการต้อนรับลูกค้าที่เสียรายได้จากเซอร์วิสชาร์จที่ถือเป็นรายได้หลักอีกทางหนึ่ง
ระบุโรงแรม5ดาวกระทบหนัก
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดตกอยู่ในกลุ่มพนักงานของโรงแรมระดับไฮเอนด์หรือโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ปกติมีอัตราเซอร์วิสชาร์จ เนื่องจากลูกค้าเป็นกลุ่มกำลังซื้อระดับบน อาทิ นักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง แต่ก็เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อเกิดวิกฤตการเมืองและเรื่องความปลอดภัยสูง จึงไม่ต้องการเสี่ยงเดินทางมาไทยหากยังไม่เห็นสัญญาณความสงบ โดยเฉพาะการคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกที่ทำให้คนยังไม่แน่ใจว่าไทยยังมีปัญหาด้านความมั่นคงอย่างไร
นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า หากยังไม่มีการยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อกระตุ้นไฮซีซันปีนี้ได้ทัน จะส่งผลต่อการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมที่ปกติแข่งขันสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะในปัจจุบันอุปทานห้องพักในไทยค่อนข้างล้นตลาด ธุรกิจโรงแรมทั่วประเทศที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องมีราว 8,000 แห่งคิดเป็นจำนวนห้องพักรวมราว 4 แสนห้อง แต่ยังมีธุรกิจที่เข้ามารับลูกค้ารายวันและไม่จดทะเบียนถูกต้องอีกราว 1 เท่าตัว
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผย สถิติของสถานพักแรมในไทยทั้งหมดในปี 2557 มีจำนวนราว 5.81 แสนห้อง จากสถานประกอบการ 13,973 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทรวมกัน 4.76 แสนห้อง จากธุรกิจราว 9.3 พันแห่ง ส่วนที่เหลือเป็นประเภทเกสท์เฮาส์ โฮมสเตย์ และอื่นๆ รวมถึง เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อพาร์ตเมนต์ หรือ แมนชั่น ที่เริ่มเข้ามารับตลาดมากขึ้น
นอกจากนั้น จำนวนห้องพักดังกล่าว ยังไม่สมดุลกับการแนวโน้มการเดินทางขาเข้า หากเทียบกับข้อมูลแผนการบินต่อเดือนของสายการบินระหว่างประเทศที่เตรียมทำการบินเข้าไทยในช่วง ต.ค.-ธ.ค.ปีนี้ ยังคงมีจำนวนลดลงทุกเดือนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเดือน ต.ค.ลดลงราว 3.11%, พ.ย.ลดลง 11.94% และ ธ.ค. ลดลง 14.2%
หวั่นเกิดสงครามราคารุนแรง
ด้านนางอัญชลิกา กิจคณากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัคริณ ฮอสพิทาลิตี้ แมเน็จเม้นท์ เซอร์วิซส์ จำกัด กล่าวว่า เมื่อมีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรียบร้อย ทำให้การเมืองเริ่มมีทิศทางชัดเจน ต้องการให้พิจารณายกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึก ที่ขณะนี้เป็นกุญแจสำคัญอย่างเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหาท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง เพราะโดยลำพังมาตรการประกันภัยนักท่องเที่ยวที่หน่วยงานรัฐและเอกชนนำเสนอขึ้นมา อาจจะช่วยได้เพียงส่วนเดียว ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยยังไม่หลากหลาย และขาดกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ
นอกจากนั้น หากตลาดยังมีแนวโน้มชะลอเพราะติดเงื่อนไขดังกล่าว คาดว่าธุรกิจโรงแรมจะยิ่งเข้าสู่ภาวะสงครามราคา จากปัจจุบันเริ่มมีการลดราคาห้องพักแล้ว 10-15% เพราะทุกโรงแรมต่างต้องการเร่งดึงลูกค้าที่มีจำนวนจำกัดมาให้ได้มากที่สุด เพื่อจะเลี้ยงธุรกิจรวมถึงคงมีรายได้พอสำหรับคงอัตราจ้างพนักงานในตำแหน่งเดิมไว้ทั้งหมด
ขณะที่นายโทนี เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย กล่าวว่า ไทยควรจะยกเลิกกฎอัยการศึกให้เร็วที่สุดเพราะมีผลโดยตรงต่อการประกันภัยด้านเดินทางของต่างชาติที่ไม่ครอบคลุม ซึ่งหากปลดล็อกได้ เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวไทยมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว





