เสวนาจุดยืน"คาทอลิก"ต่อการอุ้มบุญ ยันไม่เห็นด้วย-เหตุไม่ตั้งอยู่บนศีลธรรม "นัยนา" ปูดกม.ฉบับใหม่ บังคับหญิงรับผิดชอบทารก
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคมแผนกสตรี จัดการเสวนาหัวข้อ "จุดยืนพระศาสนจักรคาทอลิกเรื่องการอุ้มบุญ" โดยมีคุณพ่อเชิดชัย เลิศจิตรเลขา พระสงฆ์คณะคามิลเลียน ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยศาสตร์ คุณพ่อพิเชฐ แสงเทียน พระสงฆ์คณะเยสุอิต อาจารย์วิทยาลัยแสงธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยศาสตร์ นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คุณพ่อพิเชฐ กล่าวว่า ในเรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์เกี่ยวกับการอุ้มบุญ การมอบหมายให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนนั้น ในต่างประเทศจะมีกฎหมายและขั้นตอนมากกว่าประเทศไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะจะมีขั้นตอนการแพทย์ปรับรอบเดือนเจ้าของไข่และหญิงที่จะรับตั้งครรภ์ให้ตรงกันด้วย ซึ่งก็มีการทดลองที่โรงพยาบาล มีการติดการประเมินผลต่าง ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์
ด้านคุณพ่อเชิดชัย กล่าวว่า เทคโนโลยีการแพทย์ต่าง ๆ ในการช่วยให้ตั้งครรภ์จากอดีตถึงปัจจุบัน ในปีค.ศ.1978 ทารกหญิงชื่อหลุยส์ บราวน์ได้เกิดขึ้นจากเด็กในหลอดทดลอง ก็ทำให้โลกตื่นเต้นไม่เพียงเฉพาะบิดามารดาของทารกผู้นี้เท่านั้น แต่รวมไปถึงคู่แต่งงานอีกหลายหมื่นคู่ที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการปฏิสนธินอกครรภ์มารดา โดยครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1950 มีการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี ค.ศ.1980 ก็มีการอุ้มครรภ์แทน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีบุตรโดยผู้อื่น ส่วนคำสอนในพระศาสนจักรคาทอลิกก็มีอยู่หลายระดับ ซึ่งเป็นคำสอนจะใช้เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมมีอยู่ 3 ฉบับตั้งแต่อดีตจนฉบับล่าสุดเมื่อปีค.ศ.2008
คุณพ่อเชิดชัย กล่าวต่อว่า การบำบัดการมีบุตรยาก จะต้องให้การเคารพพื้นฐาน 3 เรื่อง 1.สิทธิการมีชีวิต และความบูรณาการด้านกายภาพของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงการตายตามธรรมชาติ 2.ความเป็นหนึ่งของการสมรส หมายถึงการเคารพซึ่งกันและกันสำหรับสิทธิแห่งการเป็นบิดามารดา และ3.การกำเนิดบุตรของมนุษย์เป็นผลมาจากเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา นอกจากนี้ คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ในการปฏิสนธิของทารกโดยอาศัยผู้อื่น หรือการให้กำเนินบุตรจะต้องจำกัดอยู่ในเฉพาะคู่แต่งงานเท่านั้น ซึ่งการใช้บุคคลอื่นตั้งครรภ์แทนยังเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่แห่งความรักของมารดา ความซื่อสัตย์ของคู่แต่งงาน และความรับผิดชอบแห่งการเป็นมารดา
"เราอยู่ในสังคมที่มีความเชื่อต่างกัน คำตอบของคาทอลิกเรื่องการอุ้มบุญกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดเด็กนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างเอื้ออำนวยกันและได้รับผบประโยชน์จากค้าจ้าง หากไม่มีการคำนึงถึงพื้นฐานศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์แล้ว ทางเราคิดว่าศาสนาคาทอลิกก็ยอมรับไม่ได้ในทางศีลธรรม ส่วนจะบาปหรือไม่บาปต้องไปดูผู้หญิงที่จะอุ้มบุญมีเสรีภาพและรู้ตัวหรือไม่ ถ้าแพทย์ที่มีจรรยาบรรณหากจะมีการรักษาต้องให้ข้อมูลทางการแพทย์ให้กับผู้นั้นด้วยหรือไม่ ดังนั้นผู้หญิงเป็นเหยื่อนั้นจะบาปหรือไม่บาปต้องดูเป็นกรณีๆไป"คุณพ่อเชิดชัย กล่าว
ขณะที่นางสาวนัยนา กล่าวว่า เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ตอนนี้มีความพยายามขับเคลื่อนกฎหมายมาใช้บังคับ โดยคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญหลายคนไม่มีความรู้เลย โดยแม้ที่อุ้มบุญที่เป็นข่าวนั้นก็ไม่มีความรู้เลยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมีผลต่อร่างกายเขาอย่างไร ซึ่งผลของการอุ้มผลต่อแม่ที่ตั้งครรภ์ต่อการใช้สารเคมีก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวต่อผู้หญิง โดยจะมีการทิ้งร่องรอยไว้จำนวนมากจากเทคโนโลยี บางคนมีซีส บางเป็นมะเร็ง เรื่องนี้จึงไม่มีการให้ความรู้อย่างชัดเจนระหว่างสามีและภรรยาว่าจะมีผลกระทบต่อมาอย่างไร เพราะเรื่องนี้จึงยังไม่มีความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้หญิงโดยตรง
นางสาวนัยนา กล่าวต่อว่า ในประเทศเรามีผู้หญิงมีปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์เป็นจำนวนมาก เมื่อการโยงกับการเสมอภาคระหว่างเพศนั้น ในประเทศไทยมีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพระหว่างผู้หญิงจะให้ความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ของตัวเอง ดังนั้นเรื่องการอุ้มบุญที่อยู่ในกระแสสังคมตอนนี้ กำลังมีกฎหมายฉบับหนึ่งร่างมาเป็น 10 ปี แล้วชื่อ "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.." ที่ถูกร่างขึ้นมา แต่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงในฐานศูนย์กลาง และกฎหมายฉบับนี้กำลังคุ้มครองชีวิตเด็กเป็นสำคัญมากกว่า แต่กลับละเลยมุมมองของผู้หญิงที่เป็นคนตั้งครรภ์ และกฎหมายฉบับนี้ก็ยังไปคำนึงถึงหารพัฒนาเทคโนโลยีผ่านทางการแพทย์ให้มีความก้าวหน้าเพื่อตอบสนองวิทยาศาสตร์การแพทย์ มากกว่าผู้หญิงที่จะอุ้มบุญ
"ขณะเดียวกันถ้าพ่อแม่ที่ให้คนอื่นมาอุ้มบุญเสียชีวิตขณะผู้หญิงที่อุ้มบุญตั้งครรภ์อยู่ ในกฎหมายฉบับนี้ก็บังคับให้แม่ที่อุ้มบุญต้องเลี้ยงดูเด็กที่เกิดมาตามกฎหมายด้วย ดังนั้นการให้ความรู้กับฝ่ายหญิงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นการออกกฎหมายมาจะมีผลกระทบต่อทุกคน จะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทุกคนต้องได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจกฎหมายนี้จะอันตรายอย่งามาก"นางสาวนัยนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างกฎหมายที่ระบุถึงความรับผิดชอบต่อผู้หญิงที่อุ้มบุญหากพ่อแม่เสียชีวิต อยู่ในมาตรา 28 ระบุว่า ในกรณีที่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนเป็นผู้ปกครองเด็กนั้นจนกว่าจะมีการตั้งผู้ปกครองขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทน พนังงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ปกครองได้ และในการตั้งผู้ปกครองดังกล่าวให้ศาลคำนึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กนั้นเป็นสำคัญ
นางสาวนัยนา ให้สัมภาษณ์ "สำนักข่าวเนชั่น" ว่า หากกฎหมายนี้ออกมาก็อาจจะมีรูปแบบเป็นธุรกิจกว่าเดิม จากที่เป็นอยู่แล้ว ซึ่งกฎหมายนี้ต้องมีเงื่อนไขให้ผู้ที่อุ้มบุญต้องปราศจากอำนาจทางเศรษฐกิจ และผู้หญิงต้องมีความสามารถในการอุ้มบุญจริง แต่กฎหมายกลับไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ มีแต่คุ้มครองคนที่ได้รับประโยชน์ หรือเรียกว่าไม่ได้นึกถึงผู้หญิง แต่นึกถึงวัตถุการผลิตเท่านั้น ซึ่งการอุ้มบุญในต่างประเทศมีขั้นตอนเป็นจำนวนมาก จะต้องสืบประวัติของครอบครัว ของผู้หญิงที่จะอุ้มบุญ จะต้องไปถึงบ้านเพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะมีการอนุมัติ แต่กฎหมายบ้านเรากลับไม่มี จึงเกรงว่าหากกฎหมายออกมาแล้วจะมีแต่ผู้หญิงที่แห่มาทำมากขึ้นแน่นอน





