"ประยุทธ์"ระบุการปฏิรูปต้องเริ่มที่คน เพราะปัญหาบ้านเมือง10กว่าปีมาจากระบบความคิด
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่า การปฏิรูประยะที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีดังนี้ ระยะที่ 1 คือการเตรียมการ ได้ดำเนินการไปแล้ว ที่มีสำนักงานปฏิรูปของ คสช. ที่ผมกล่าวว่าต้องมีการเตรียมการก่อน บางคนบอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรเลย และจะรู้เรื่องหรือ ทำกันแค่ 3 เดือนจะปฏิรูปได้อย่างไร เขาเตรียมการ และจะเข้า ระยะที่ 2 คือเมื่อมีสภาปฏิรูป ประมาณหลังจากมีที่การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี แล้วประมาณเดือนกว่า ๆ เกือบสองเดือน กว่าจะเลือกตั้ง กว่าจะคัดสรรเลือกตั้ง กว่าจะเรียบร้อย โปรดเกล้าฯ ลงมาได้สภาปฏิรูปต้องใช้เวลา ถึงจะเริ่มทำงานได้
ปัจจุบันผมอยากจะกราบเรียนทุกคนที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียกับประเทศนี้ นักการเมืองทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ท่านต้องยอมรับก่อนว่าในปัจจุบันบ้านเมืองไทยเรามีปัญหา มีมายาวนานแล้วด้วย ระบบประชาธิปไตยที่เราว่าดี เลือกตั้งกันมา ก็มีปัญหาอีกต้องแยกแยะออกจากกัน เอาตัวเองถอยออกมา มองปัญหาของตัวเองเก็บไว้ข้างนอกก่อน และมองปัญหาส่วนรวมไว้อีกซีกหนึ่ง ประเทศชาติอยู่ทางด้านซ้าย และวิธีการแก้ปัญหาอยู่ทางซีกขวา และเราจะช่วยกันนำซ้ายกับขวามาแก้อย่างไร ปัญหาหาวิธีทางแก้กันซะ
เมื่อหาข้อยุติได้แล้ว นำตัวเราเข้ามา ถ้านำตัวเราเข้ามาตั้งแต่ต้น พอเริ่มซ้าย พอจะทำขวามา แล้วเราจะอยู่ตรงไหน เราจะได้อะไร ก็แก้ไม่ได้อยู่ดี ฉะนั้นท่านนำตัวของท่านออกมาก่อน ถ้าท่านมาพูดว่าเรื่องนั้นเป็นแบบนั้น เรื่องนี้เป็นแบบนี้ ทำไมท่านไม่แก้ สมัยก่อน ท่านก็แก้ไม่ได้ วันนี้ถึงได้มี คสช. จะบอกว่านำประชาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยเวลานี้ เวลาก่อนหน้านี้มีประชาธิปไตย ทำไมท่านไม่ทำ วันนี้ขอร้องอย่าเพิ่งพูด พูดไปก็ไม่เกิดผลดี มีเวลาเป็น 10 ปี ท่านไม่ทำกัน วันนี้ถึงได้มาช่วยกันทำ ไม่ใช่ผมทำคนเดียว ท่านต้องมาช่วยผม ไม่ใช่มาเป็นห่วงเรื่องต่าง ๆ ท่านรู้ปัญหาทุกอย่าง เพราะท่านเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องปัญหามาโดยตลอด แต่ท่านแก้ไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะทำให้การเมืองาของเราก้าวหน้า เราต้องนำตัวออกมาก่อน
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แก้กระบวนการได้ แก้วิธีการได้ แก้การบริหารจัดการได้ เราเข้ามาและให้การบริการต่อประชาชน แล้วจะเรียกว่าการปฏิรูปที่สำเร็จ แต่ถ้าหากทุกคนห่วงว่าออกอะไรมากไป มีกฎหมายมากไป วันหน้าเราจะอยู่อย่างไร เราจะปกครองได้อย่าง เราจะเข้ามาบริหารได้อย่างไร เราจะมีผลประโยชน์ได้อย่างไร ถ้าแบบนี้ผมถือว่าไม่น่าใช้คนไทย คนไทยต้องเอาประเทศชาติมาก่อน พวกผมคิดแบบนั้น ใครจะมองอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่พวกเราคิดแบบนี้ เพราะเราเป็นทหารของประชาชน หากทุกคนมองว่าถ้าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีการเลือกตั้ง หรือโดยปัจจุบัน ถ้าหากวันข้างหน้าต่อไปไม่มีนโยบายเรื่องประชานิยมแล้ว พรรคเราจะไม่ได้คะแนนเสียง ประชาชนจะไม่เลือกพรรคเราเข้ามา ผมว่ามีวิธีการอีกร้อยแปดพันเก้าวิธี ที่จะทำให้ประชาชนเลือกท่านเข้ามา ไม่ต้องกลัว ถ้าท่านทำดี มีแต่คนเลือกท่านแน่นอน ท่านเสนอแนวทางของท่าน พรรคของท่านใครก็ต้องเลือกท่าน ท่านทำให้ดีแล้วกัน อย่ามาทำให้เกิดความวุ่นวาย สับสน เกิดความขัดแย้ง ไม่โปร่งใส ผมว่าใครก็เลือกท่าน อย่ากังวล
การปฏิรูปทรัพยากรบุคคล เป็นเรื่องสำคัญ เรามีอยู่ในหัวข้อของ 11 เรื่องอยู่แล้ว การบริหารจัดการทุกอย่างมาด้วยคน ถ้าคนใน 11 เรื่อง ไม่ได้เรื่อง ก็ไปไม่ได้อีก เพราะว่าคนคือทรัพยากรสำคัญของทุกประเทศในโลกนี้ แผ่นดินนี้ เกิดขึ้นในประเทศล้วนมาจากคน เพราะว่าคนมีความคิดที่แตกต่าง มีความเชื่อ มีทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป ถ้าหากว่าเราปรับค่านิยมของคนไทย หรือทัศนคติต่าง ๆ ให้กลับมาเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ ที่มีความน่ารัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีรอยยิ้ม ที่ผมก็ยิ้มอยู่ในขณะนี้ พยายามยิ้มอยู่ คุณธรรมจริยธรรม รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติเป็นหลัก ดังที่ผมเคยกล่าวไปแล้ว ในเรื่องค่านิยมของคนไทยทั้ง 12 ประการ
การปลูกฝังค่านิยมนี้ ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง คนไทยโดยธรรมชาติแล้วเป็นคนรักพวกพ้อง รักตัวเอง บางครั้งก็หลงลืมไป จนดูขาดความเมตตา แต่ถ้าใครจะมาทะเลาะเบาะแว้งด้วย ตรงนี้เราจะรวมกันสู้ เป็นมาตั้งแต่อดีต ถ้าอยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกัน ใครจะมารังแกเรา เราก็จะรวมสู้กัน นี่คือคนไทย ไม่ใช่นิสัยหรืออะไรที่เสียหายเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป เพียงแต่ยามปกติอย่าทะเลาะกันเลย วันนี้ทะเลาะกันไม่ได้แล้ว ประเทศมี 2 ร้อยกว่าประเทศ ทั้งโลก ถ้าในชาติเราทะเลาะกันจะไปสู้อีกเกือบ 2 ร้อยประเทศเหล่านั้นได้อย่างไร เราต้องมีความเมตตา ห่วงใยผู้อื่น อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว โกรธแค้นชิงชังผู้อื่น บางทีไม่รู้จัก ใครเขาบอกว่าคนนี้ดี คนนี้ไม่ได้ก็ไปรักคนนี้ ไม่รักคนนี้ ทั้งที่ไม่รู้จักเขา หรือไม่ก็ไปทุ่มเทให้เขาเพราะเขาอาจจะรักเรา เขาก็ให้นั้น ให้นี่ ก็ได้ประโยชน์ บางทีก็ลืมไปว่าที่เขาให้เราถูกต้องหรือไม่ เอาเงินจากที่ไหนมาให้เรา ฉะนั้นทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม แบ่งพวก แบ่งเรา ผลประโยชน์ไม่ทั่วถึง ถ้าจะมาแจกจ่ายกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งไว้ว่า อย่าให้แต่ปลา ให้เบ็ดตกปลาเขาด้วย
ถ้าหากเราอยากให้ทุกคนรับอย่างทั่วถึง เราต้องเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มองในภาพรวมให้เกิดการยอมรับให้มากขึ้น ถ้าเป็นแบบนั้น สังคมต่อไปก็แหลกเหลว คนดีอยู่ไม่ได้ ทุกคนก็ไปทำความไม่ดีมาทั้งหมด ทั้งประชาชน ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ทัศนคติก็จะเปลี่ยนไป เขาจะยอมรับอิทธิพลนอกระบบ ทำไม่ดี โกง แต่แบ่งปัน เท่ากับไปส่งเสริมการทำนอกระบบ ทำผิดกฎหมาย และไปเรียกมาปกป้องซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความขัดแย้ง และทำร้ายซึ่งกันและกันทั้งด้วยวาจาบ้าง ด้วยกำลังบ้าง ด้วยอาวุธบ้าง ทำให้บาดเจ็บล้มตาย หรืออย่างน้อยเสียชื่อเสียง สำหรับคนดี ๆ เขาก็หมดกำลังใจบางคนบอกว่าการเมืองไม่ค่อยดีนัก ไม่อยากเข้ามา ไม่อยากมาเลือกตั้ง ทำไมเป็นแบบนั้น ทำไมไม่ทำให้เขาคิดว่าการเมืองของเราเป็นการเมืองที่ส่งเสริม สร้างสรรค์ทุกคนอยากเข้ามา ไม่มีเงินก็เข้ามาได้ มาให้การบริการมาช่วยเหลือ ถ้าคิดแบบนี้การเมืองเราจะดีขึ้น





