วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปลัดกห.ประชุมเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซี

"พล.อ.สุรศักดิ์" ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งหัวโต๊ะประชุมสัมมนานานาชาติเตรียมความเข้าสู่ประคมอาเซียน

พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติเพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ณ ห้องพินิตประชานาถ ชั้น 2 ในศาลาว่าการกลาโหม ทั้งนี้คณะอนุกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ได้กำหนดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ในวันนี้

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งรับทราบมุมมอง แนวความคิดของหน่วยงานราชการต่างๆ ในการดำเนินการตามเป้าหมายสุดท้ายและแผนการดำเนินการตามห้วงระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนโดยมีคณะอภิปรายประกอบด้วย ดร.สุริยา จินดาวงษ์ ผู้อำนวยการกองการเมืองและความมั่นคง กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ Colonel Erdy Jammy Lumintang ผู้ช่วยฝ่ายทูตทหารประเทศอินโดนีเซียประจำกรุงเทพ Brigadier General Dato' Pahlawan Redzuan HJ Baharuddin ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศมาเลเซียประจำกรุงเทพ Colonel Rueben S.Basiao ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศฟิลิปปินส์ประจำกรุงเทพ Senior Colonel Dang Thanh Tien ผู้ช่วยทูตทหารประเทศเวียดนามประจำกรุงเทพ

ดร.สุริยา จินดาวงษ์ ผู้อำนวยการกองการเมืองและความมั่นคง กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวบนเวทีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติฯ ถึงข้อดีและข้อเสียของประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีข้อโดดเด่น อาทิ เรื่องที่ตั้ง ระบบการขนส่ง และไทยก็ยังคงมีข้อด้อยด้านภาษา ดังนั้นควรมีการพัฒนาความสามารถในด้านการใช้ภาษาทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนให้มากขึ้นกว่านี้ ด้านแรงงาน ควรเปิดชายแดน พัฒนาด้านลอจิสติก และการบูรณาการต่างๆ อันเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ด้าน Senior Colonel Dang Thanh Tien ผู้ช่วยทูตทหารประเทศเวียดนามประจำกรุงเทพ กล่าวว่า ถึงเวลานี้เวียดนามเตรียมพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน แต่ปัญหาสำคัญที่เวียดนามห่วงใยเกรงจะพัฒนาไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนามจึงใช้เวลาเตรียมตัวมา 6 ปี แล้ว คือเตรียมความพร้อม 3 เสาหลักของอาเซียนโดย

1) โฆษณาประชาสัมพันธ์ รายงานทุกสิ่งให้ทุกหน่วยงานที่เวียดนามเข้าใจ APSC

2) สอนให้ ประชาชนทุกคนเข้าใจและรู้หลักการเมือง วัฒนธรรม ให้ทุกคนรู้ว่ามีหน้าที่ มีสิทธิอย่างไร นอกจากนี้ยังสอนให้นักเรียน เรียนภาษาประเทศเพื่อนบ้านใน 10 ประเทศ ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตามนี้ ปกติเวียดนามมีข้อบังคับให้ประชาชนต้องเรียน 2 ภาษา คือ ภาษายุโรป และภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล ที่เวียดนามโดยเฉพาะทหารเวียดนามรู้ว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนคืออะไร คนเวียดนามมีความเข้าใจกัน และเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน คนเวียดนามไม่เหมือนคนไทยเพราะเวียดนามผ่านศึกสงครามและความยากลำบากมามาก คนไทยมองเรื่องความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องเล็ก ดังสถานการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมา แต่คนเวียดนามมองเป็นเรื่องใหญ่เพราะประเทศผ่านสงครามมาอย่างหนัก สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศสมาชิกมองว่าทุก ๆ ประเทศมีการพัฒนาดีขึ้นไม่ให้ผู้อื่นฉกฉวยโอกาส เวียดนามให้ความจริงใจและช่วยเป็นกำลังใจในทุกสิ่งที่ช่วยได้ เราต้องช่วยกันอย่าอยู่เฉย ๆ ทุกคนไม่ลำบากที่ต้องสามัคคีกัน เราเป็นทหารเราต้องรู้ข้อเท็จจริง ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงคนอื่นก็จะฉกฉวยโอกาสมาหลอกลวงเรา

ด้าน Colonel Rueben S.Basiao ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศฟิลิปปินส์ประจำกรุงเทพ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของฟิลิปปินส์ ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ตระหนักและเข้าใจดีว่า APSC จะต้องทำหน้าที่ของตนเองเพราะหากไม่ทำแล้วภูมิภาคเราจะมีปัญหาด้านความมั่นคง ช่วงที่ผ่านมาเราเข้าร่วมสัมมนาเรื่องความมั่นคงที่กลาโหมปฏิบัติการวิจัยด้านความมั่นคง เราเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนาดี้ในมนิลา และในเดือนนี้ ทางกองทัพเรือไทยจะมีการประชุมเรื่องความมั่นคงทางทะเลเพื่อต่อยอดความคืบหน้าจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา

นอกจากนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเข้าร่วมประชุมเรื่องการป้องกันภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน การก่อการร้าย และการประชุมด้านต่างๆ อีกมากมาย ส่วนการประชุมเอดีเอ็มเอ็มพลัส (การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน จำนวน 10 ประเทศ บวกประเทศคู่เจรจา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น จีน แคนาดา ออสเตรเลีย และอเมริกา คือประเทศล่าสุดที่เพิ่งเข้ามา ซึ่งขณะนี้อเมริกาพยายามเข้ามาดึงประเทศอื่น ๆ ไปประชุมเดี่ยว ๆ) เป็นการประชุมด้านการดูแลรักษาความสงบโดยตรง ฟิลิปินส์เริ่มต้นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนในเรื่องความโปร่งใส เข้าร่วมประชุมสนับสนุนเรื่องบทบาทความมั่นคง โดยสั้น ๆ APSC เป็นเสาหลักของประชาคมอาเซียน และเศรษฐกิจ APSC จำเป็นต้องมีกรอบอย่างเป็นทางการของทางการทหาร สำหรับฟิลิปินส์เราจะเอื้อในการช่วยเหลือตอบโต้ต่อภัยคุกคามความมั่นคง เสริมสร้างความเข้าใจอันดีในประเทศสมาชิกอาเซียน แก้ไขช่องว่างระหว่างรายได้เป็นเรื่องสำคัญ สร้างความรู้เกี่ยวกับ AEC และความมั่นคง ให้กับประชาชนชาวฟิลิปปินส์

ส่วน Colonel Erdy Jammy Lumintang ผู้ช่วยฝ่ายทูตทหารประเทศอินโดนีเซียประจำกรุงเทพ กล่าว AEC ในมุมมองของอินโดนีเซีย ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์ของกลุ่มประเทศอาเซียนมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ คือมีมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก มีชนเผ่ามากกว่า 600 ล้านคนที่อยู่ในอาเซียน มีระบอบการปกครองต่างๆ และศาสนาต่าง ๆ มากมายในอาเซียน และเราก็มีความขัดแย้ง และความทุกข์ต่าง ๆ มากมายอันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้ง ก่อนหน้านี้ในภูมิภาคของเรามีการประกาศก่อตั้งอาเซียนซึ่งได้จัดให้มีขึ้นในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้มีความสงบและความมั่นคงในภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมกัน เนื่องจากสถานการณ์เป็นแบบนี้ทำให้มีการประชุมอาเซียนเป็นครั้งแรกที่บาหลีในปี 1976 เรียกว่า บาหลีคองคอร์ด คือเราพยายามขจัดปัญหาความขัดแย้งให้เกิดความสงบสุข ปัจจุบันเราก็เปลี่ยนถ่ายด้านการให้ความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น ทำไมอาเซียนต้องเปลี่ยนแปลง เพราะเราต้องการทำให้ทุกด้านของแต่ละประเทศเข้มแข็งขึ้น ด้านมุมมองของอินโดนีเซียเราจะมีความรับผิดชอบ มีเอกภาพร่วมกัน จัดการด้านผลกระทบทางสังคม ขจัดปัญหาความยากจน ไม่ให้เหลื่อมล้ำ พัฒนาสังคม และสภาพแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน

อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียมีความกังวลเรื่องวัฒนธรรมและสังคมเพราะเรามีประชากรมาก มีศาสนาที่หลากหลาย มีพื้นที่ 1.9 ล้าน ตารางกิโลเมตร มีชนเผ่ามากมาย เรามีศาสนาหลักคือศาสนาพุทธ ฮินดู อิสลาม คริสเตียน นับว่าเป็นความท้าทายที่จะทำให้อินโดมีเอกภาพ เราต้องขจัดคอร์รัปชั่นเหมือนกับไทยที่จับคนเหล่านี้เข้าคุก ขจัดปัญหาการก่อการร้าย เราพยายามขจัดปัญหาความแตกต่างให้เป็นมิตรภาพเพื่อทำให้ประชาคมอาเซียนไม่มีความขัดแย้งกัน อันนี้ป็คำพูดของ ดร. สุรินทร์ พิชญสุวรรณ ผมขอให้อาเซียนจงเจริญ

ด้าน Brigadier General Dato' Pahlawan Redzuan HJ Baharuddin ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศมาเลเซียประจำกรุงเทพ ได้กล่าวว่า สำหรับทหารบกไทยตั้งแต่ปี 2011-2012 เป็นต้นมารัฐบาลไทยมีความตระหนักรู้อย่างชัดเจนในเรื่องอาเซียน ประชาชนชาวไทยก็มีความรู้และเข้าใจ ทั้งให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากกว่าประชาชนชาวมาเลเซียที่ยังไม่ทราบเรื่องความสำคัญของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ต้องขอขอบคุณรัฐบาลและทหารไทย

ปัญหาหลักของไทยคือเรื่องภาษา ซึ่ง APSC ได้มีการกระตุ้นให้นำมาใช้อย่างมาก ในด้านแผนแนวทางที่ยังไม่ได้นำมาใช้ในเรื่องประชาธิปไตย คอร์รัปชั่น ยังไม่มีองค์กรใดนำมาทำ เรื่องภาษามีความกว้างมากทำให้บางคนไม่เข้าใจ ยังไม่มีความชัดเจนในการทำด้านสารสนเทศ ปัญหาด้านการขจัดอาชญากรรมข้ามชาติมีการพัฒนาร่วมกันมาพอสมควร แอคชั่นไลน์หลายสิ่งควรมีการกำหนดภาษา รูปแบบให้ชัดเจน เพื่อจะใช้ประเมินในการตรวจสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น เราเป็นทหารเราต้องรับเรื่องต่อจากกระทรวงกลาโหมที่ส่งมาตามสายงานบังคับบัญชามาให้เรานำไปปฏิบัติ บลูพริ้นต์หรือพิมพ์เขียวของ APSC เป็นงานที่ยากมากที่ 10 ประเทศสมาชิกต้องช่วยกันเขียน และแอคชั่นไลน์ที่ยังไม่ได้นำมาใช้เช่นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย และการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นควรหยิบขึ้นมาพิจารณาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเพื่อก่อให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน