"ปราโมทย์"ชี้ระบบการเมืองไทยส่อล้มเหลวซ้ำ หากไม่ให้ปชช.มีส่วนร่วม พร้อมเตือน"คสช."ต้องมีสมาธิแก้ปัญหา
ที่โรงเเรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการรัฐศาสตร์การเมืองอิสระ กล่าวบรรยายเรื่อง วิกฤตและทางออกของประเทศใทย ในการประชุมหารือผู้บริหารการพยาบาลทั่วประเทศ ที่จัดโดยมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า โครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม คือ วัฒนธรรมความเชื่อ ความคิดที่เป็นระบบโดยความคิดตามคนส่วนใหญ่
เช่น โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้จ่ายแล้วกัน ทำให้เกิดเป็นตัวอย่างของการกระทำที่สร้างความล้มเหลวการเมืองและการกครองไทย การแก้ไขเพื่อนำไปสู่ความเจริญจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดที่เป็นปัญหา นอกจากนั้นแล้วเมืองไทยยังเจอปัญหาขาดความสามัคคีของคนในชาติและปัญหาอื่นๆ อีกมา โดยตนไม่สามารถบอกถึงทางออกได้ แต่ต้องให้ประชาชนร่วมคิดหาทางออกของปัญหา เบื้องต้นต้องตั้งสติ และมีสมาธิ
"ผมมีเพื่อนชื่อไอสไตน์ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่บ่อยจึงนับเป็นเพื่อนกัน เขาบอกว่าสิ่งใดที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา แต่หากจะนำต้นเหตุของปัญหามาเป็นผู้แก้ปัญหาเขาเรียกว่าบ้า หรือเมา ผมแปลกเป็นภาษาไทยๆ ว่า คิดแบบนั้น ทำแบบนั้น คนแบบนั้นที่สร้างปัญหา หากปัญหาที่เกิดในอดีตเกิดเพราะอย่างนั้นแล้วนำคนพวกนั้นแก้ปัญหาอีก ก็จะเกิดปัญหาอีก
นี่ผมไม่ได้พูดถึงคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนะครับ ซึ่งปี 39 ปี 40 ปี 34 ก็เป็นชุดเดียวกัน ทั้งนี้ ไอ สไตน์ก็พูดด้วยว่า ที่ทำอย่างหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำอยู่นั่นแหละ แล้วหวังว่าจะเกิดผลอย่างใหม่ คนที่คิดแบบนี้ต้องบ้าแน่ๆ ผมก็บอกไอ สไตน์ว่าบ้านผมปลูกมะม่วงเยอะ ต้องได้กินมะม่วง หากจะอยากกินทุเรียนจากต้นมะม่วงคงไม่ได้กิน" นายปราโมทย์ กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่าตนสงสารรัฐและคณะผู้ปกครองประเทศ เพราะไม่มีสมาธิ เนื่องจากมีคนวิ่งเต้นขอตำแหน่ง,มีคนร้องทุกข์ ทำให้ต้องใช้เวลาไปกับการเล่นพวก วิ่งเต้นขอตำหน่ง และแก้ปัญหาแบบลวกๆ ที่ผ่านมาตนเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าการปฏิวัติทุกครั้งจะจบแบบเจ๊า กับเจ๊ง เพราะเรื่องวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง
ดังนั้นตนขอฝากไปยังคนรุ่นหลังว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่มี ต้องใช้สมาธิแก้ปัญหา อย่าปล่อยให้ปัญหาหลายเป็นความเคยชิน หรือแก้ปัญหาแบบเล่นๆ รวมถึงใช้เวลาเป็นสิ่งแก้ปัญหา ทั้งนี้ปัจจุบันไทยติดเกรงใจต่างชาติ ในทฤษฎีประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คำนึงถึงความอิสระของการเลือกผู้แทน, ความยุติธรรม ไม่มีการเอาเปรียบจากพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจแและภาวะตัวแทนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม แล้วการเลือกตั้งรอบต่อไปคงไม่เรียกว่าประชาธิปไตย โครงสร้างการเมืองไทยเป็นแบบชั่วคราว เพราะปัญหาของระบบคิดที่มองว่าพรรคการเมืองคือสมบัติผลัดกันชม การเมืองคือการเข้ามาแสวงหาอำนาจการเมืองไทย และไม่ยอมเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา
นักวิชาการรัฐศาสตร์การเมือง กล่าวต่อว่าโอกาสเรื่องราชประชาสมาสัย คือการปกครองที่พระมหากษัตริย์และราษฎรมีส่วนอาศัยซึ่งกันและกัน หากโอกาสดังกล่าวปิดลง อีก7ปีข้างหน้าอาจเห็นประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐก็ได้ เพราะสงครามแย่งประชาชนระหว่างระบบกษัตริย์และระบบทักษิณที่เกิดขึ้น ตนยืนยันว่าระบบทักษิณจะชนะแม้ไม่มีตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่แล้วก็ตาม เนื่องจากกรอบความคิด พฤติกรรมสังคมไทยไม่เอื้อให้แก้ปัญหาและหาทางออกได้
"เราไม่เคยเป็นประชาธิปไตย เหตุความล้มเหลวเพราะโครงสร้างทางการเมืองไม่ไว้วางใจและกีดกันการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องและแท้จริงของประชาชนและสถาบันกษัตริย์ หรือพระราชอำนาจทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ท้ังนี้ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแบบราชประชาสมาสัย การเมืองไทยจะไม่ล้มเหลว แต่หากยังการยึดติดองค์กร และบุคคลเพียงอย่างเดียว มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลวอีก" นายปราโมทย์ กล่าว





