สรุปเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

สรุปเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สนช.220-สกัดคนจากพรรคการเมือง คงอำนาจหัวหน้า คสช.เหนือรัฐบาล
สำหรับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนั้น ในมาตรา 6 กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 220 คน โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีตามที่ คสช.ถวายคำแนะนำ
ทั้งนี้ ในมาตรา 8 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยข้อหนึ่ง ระบุว่า ห้ามผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. ซึ่งข้อห้ามนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญชั่วคราวและ สนช.เมื่อปี 2549
ครม.36คน-คสช.ปลดนายกฯไม่ได้
ในมาตรา 19 กำหนดให้ สนช.มีมติเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี และให้ประธาน สนช.นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ขณะที่รัฐมนตรีที่ประกอบขึ้นเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีได้อีกไม่เกิน 35 คน ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ โดยครม.มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดำเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่างๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ
สำหรับกรณีที่จะให้นายกฯพ้นจากตำแหน่งนั้น ให้ประธาน สนช.ถวายคำแนะนำตามมติของ สนช.ที่เสนอโดย คสช.
กำหนดวิธีสรรหาสภาปฏิรูป250คน
มาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ได้กำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ รวม 11 ด้าน ได้แก่ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน สังคม และอื่นๆ
ทั้งนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 250 คน โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ตามที่ คสช.ถวายคำแนะนำ
สำหรับที่มาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ บัญญัติไว้ในมาตรา 30 คือ ให้ คสช.ดำเนินการคัดเลือกด้วยวิธีการดังนี้ 1.จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่างๆ รวม 11 ด้านที่ต้องการปฏิรูป ด้านละ 1 คณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดเพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนา
ในจังหวัดนั้นๆ 2.ให้ คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้นๆ 3.ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในแต่ละด้าน แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอต่อ คสช.
4.การสรรหาบุคคลตามข้อ 3 ให้คำนึงถึงความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่างๆ ในภาครัฐภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ การกระจายตามจังหวัด โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส 5.ให้คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดประกอบด้วยบุคคลตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา 6.ให้ คสช.คัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาตามข้อ 1 เสนอไม่เกิน 250 คน โดยในจำนวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอจังหวัดละหนึ่งคน
36กมธ.ยกร่าง รธน.-ห้ามคนการเมือง
ส่วนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร บัญญัติไว้ในมาตรา 32 ให้มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย กมธ. 36 คน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจาก 1.ประธาน กมธ.ตามที่ คสช.เสนอ 2.ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ จำนวน 20 คน 30.ผู้ซึ่ง สนช. ครม. และ คสช.เสนอฝ่ายละ 5 คน
ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี และห้ามเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. สนช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติ อีกทั้งต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
คงอำนาจหัวหน้า คสช.เหนือรัฐบาล
รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 42 ยังกำหนดให้ คสช.ยังคงอยู่ต่อไป และสามารถประชุมร่วมกับ ครม.เพื่อร่วมพิจารณาหรือแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เป็นครั้งคราว
ส่วนอำนาจของ คสช.บัญญัติไว้ในมาตรา 44 ระบุว่า ในกรณีที่หัวหน้า คสช.เห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ
ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร
ให้หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
นิรโทษกรรมยึดอำนาจการปกครอง
ส่วน 2 มาตราสุดท้าย คือมาตรา 47 และ 48 นั้น ในมาตรา 47 บัญญัติให้บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช.ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด ขณะที่มาตรา 48 เป็นการนิรโทษกรรมการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของ คสช. ทั้งในส่วนของหัวหน้า คสช. คณะ คสช. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งก่อนและหลัง 22 พ.ค.57 หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง







