(รายงาน) สปสช.แนะปฏิรูป"หลักประกันสุขภาพ" ชูระบบกองทุนเดียวดูแลคนทั้งประเทศ
จากกรณีที่มีการเสนอแนวคิดเรื่องให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 30-50 ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนทำให้เป็นประเด็นร้อนในวงการสาธารณสุขซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้นั้นก็ยังคงมีความเห็นจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอให้มีการปฏิรูประบบ "กองทุน" ที่ใช้ในการดูแลรักษาประชาชนทั้งประเทศ
นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสมาชิกกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพไม่เคยมีแนวคิดหรือหลักการให้ประชาชนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนต่างๆ เพื่อใช้จ่ายในค่ารักษาพยาบาลตามหลักประกันสุขภาพ แต่หากเป็นฝั่งแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีความพยายามผลักดันวิธีคิดนี้มาโดยตลอด
“ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อมาโดยตลอดว่า ระบบประกันสุขภาพใช้สตางค์เยอะ เลยคิดว่าถ้าจะให้มีเงินเพียงพอ ต้องให้ประชาชนร่วมจ่าย แต่ข้อเท็จจริงหลักประกันสุขภาพใช้เงินไม่เยอะ เมื่อเทียบกับงบประมาณตัวอื่นๆ แล้ว มีสัดส่วนเพียง 7% ของงบประมาณรวมของประเทศ แต่สามารถดูแลประชาชน 49 ล้านคน" กรรมการ สปสช.กล่าว
นายนิมิตร์ กล่าวอีกว่า ทางกลุ่มได้แสดงความเห็นคัดค้านมาโดยตลอด พร้อมพยายามอธิบายเหตุผลที่ประชาชนไม่ควรต้องไปจ่าย ณ จุดบริการในแต่ละครั้ง
ส่วนมุมมองที่เป็นห่วงว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นภาระกับภาครัฐ และโรงพยาบาลนั้น นายนิมิตร์ กล่าวว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะภาระที่เพิ่มขึ้นก็เป็นเพียงสัดส่วนของปีงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น และการเพิ่มขึ้นของงบประมาณในแต่ละปีก็มีความสัมพันธ์กับจำนวนประชากรที่เข้าระบบหลักประกันสุขภาพจากจำนวนทารกที่เกิดใหม่ขึ้นทุกปี
“พอเด็กเกิดใหม่ปุ๊บก็อยู่ในหลักประกันสุขภาพเลย อัตราการตายของประเทศก็ลดลง จำนวนผู้สูงอายุเยอะขึ้น ฉะนั้นคนที่อยู่ในระบบจะเพิ่มขึ้น ฉะนั้นจำนวนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นก็เป็นไปตามข้อเท็จจริงของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น” นายนิมิตร์ กล่าว
กรรมการ สปสช. กล่าวอีกว่า หากยังคิดว่าหลักประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องจ่ายเพราะที่ผ่านมาใช้ฟรีนั้น แสดงว่าเราหลงทาง เพราะของฟรีไม่มีในโลก ประชาชนเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพอยู่แล้วผ่านระบบภาษี
ฉะนั้นหากมีแนวคิดพัฒนาหลักประกันสุขภาพก็ต้องย้อนกลับไปที่ระบบภาษี และการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม
สำหรับแนวคิดการจ่ายเงินสมทบเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ใช้บริการเมื่อจำเป็นนั้น นายนิมิตร์ ยกตัวอย่างการล้างไตเมื่อใช้ระบบการเงินเข้ามากำกับจะทำให้การล้างไตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากทุกคนมุ่งไปที่เครื่องล้างไต จำนวนเครื่องไม่พอเพราะค่าเครื่องแพง ขณะที่ประสิทธิผลสามารถเทียบเคียงได้กับการล้างทางช่องท้อง
ฉะนั้นการล้างไตจึงใช้วิธีร่วมจ่ายเข้ามาทำให้ผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์ล้างไตทางช่องท้อง แต่ต้องการล้างด้วยเครื่องก็จะต้องร่วมจ่ายเข้ามา 500- 1,000 บาท
วิธีการดังกล่าวข้างต้น เป็นการใช้ระบบการเงินเข้ามากำกับพฤติกรรมการเข้ารับบริการ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลย้อนหลัง 12 ปี การใช้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลของประชาชน ประมาณ 3 ครั้งต่อปีเท่านั้น ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอย่างที่หลายฝ่ายคิด ฉะนั้นการให้ประชาชนร่วมจ่ายจะต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป
นายนิมิตร์ กล่าวถึงการปฏิรูประบบการเงินในหลักประกันสุขภาพว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศมีระบบหลักประกันสุขภาพเพียงระบบเดียว มาตรฐานเดียว ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย มี 3-4 กองทุนใหญ่ แต่ละกองทุนใช้จ่ายงบประมาณไม่เท่ากัน
"ข้าราชการมีสิทธิในค่ารักษาพยาบาลรายละ 12,000 บาท ขณะที่บัตรทองมีค่ารักษารายละเพียง 2,895 บาท ซึ่งต่างกันมาก แต่ได้รับการพยาบาลพื้นฐาน 10 ขั้นเท่ากัน" นายนิมิตร์ ระบุ
นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า จำนวนเงิน 6 หมื่นล้านต่อปีเป็นงบประมาณสำหรับให้สิทธิรักษาพยาบาลแก่ข้าราชการ จำนวน 8 ล้านคน แต่สิทธิ์ในบัตรทองใช้งบประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ดูแลประชาชน 49 ล้านคน นี่คือประเด็นการปฏิรูปที่จะทำอย่างไรให้หลักประกันสุขภาพมีระบบเดียว มาตรฐานเดียว
ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงแนวคิดการร่วมจ่ายของประชาชนว่า สามารถทำได้ 2 วิธี คือ จ่ายตอนก่อนเจ็บไข้ได้ป่วยกับการจ่ายขณะใช้บริการ โดยหากมองถึงหลักการแล้วก็เพื่อต้องการให้มีเงินเพียงพอใช้จ่ายในระบบจะต้องใช้เงินจำนวนมาก
แต่เมื่อใดที่ให้ประชาชนร่วมจ่ายก็จะเป็นอุปสรรคต่อประชาชนในการเข้าถึงบริการ อาจทำให้ประชาชนยากจนถึงขั้นล้มละลายได้ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการตั้งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
"การร่วมจ่าย ณ จุดบริการนั้นจริงๆ แล้วมีเจตนาเพื่อป้องกันการบริการเกินความจำเป็น หรือการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม" เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.วินัย กล่าวอีกว่า หลักการร่วมจ่ายมีอยู่ในหลักประกันสุขภาพหลายประเทศ ซึ่งในประเทศไทยอัตราการใช้บริการในโรงพยาบาลยังไม่สูง หรือประมาณ 3.6 ครั้งต่อคนต่อปี ขณะที่ไต้หวันและเกาหลี อัตราการใช้บริการโรงพยาบาล 14-15 ครั้งต่อคนต่อปี จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีอัตราการใช้บริการโรงพยาบาลที่ต่ำ โอกาสใช้สิทธิรักษาพยาบาลเกินความจำเป็นจึงยังไม่มี ฉะนั้นแนวคิดร่วมจ่าย ณ จุดบริการจะเป็นปัญหาอุปสรรคมากกว่าที่จะได้ประโยชน์
ในส่วนของภาระการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น นพ.วินัย กล่าวว่า เป็นเรื่องจริงที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา ทำให้ประชาชนอายุยืนจนมีผู้สูงอายุต้องดูแลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐเองก็จำเป็นต้องดูแลบุคคลเหล่านี้ กลไกที่จะเอาเงินจากประชาชน ถ้าออกแบบโดยให้ประชาชนเงินก่อนเจ็บป่วย ก็ต้องออกแบบให้ดี เพราะประชาชนไม่ได้มีความสามารถจ่ายเงินเท่ากันทุกคน
"ยกตัวอย่าง ผู้มีรายได้ประจำ เช่น เงินประกันสังคมที่หักจากเงินเดือน สามารถเก็บเงินได้ทันทีเมื่อจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี แต่หากเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ อย่างเช่น ชาวไร่ ชาวนา คนขับแท็กซี่ หรือคนขับรถมอเตอร์ไซค์ รับจ้าง จะทำอย่างไร รัฐจำเป็นต้องออกแบบกลไกที่ต้องให้กระบวนการเก็บเงินครบถ้วน จากทุกฝ่ายทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม" นพ.วินัย กล่าวทิ้งท้าย





