"เรืองไกร" ทีมกม.เพื่อไทย จี้ป.ป.ช.สอบนาฬิกา-รถ "อภิสิทธิ์-ยุพราช"
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้ส่งหนังสือทางอีเอ็มเอสไปถึงป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในรายการที่เป็นนาฬิกา IWC จำนวน 1 เรือน มูลค่า 170,000 บาทที่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2556 โดยระบุวันเดือนปีที่ได้มาว่าจำไม่ได้ เพราะเมื่อย้อนไปดูการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 วันที่ 10 สิงหาคม 2554
และวันที่ 2 สิงหาคม 2554 พบว่า มีการระบุถึงนาฬิกาเรือนดังกล่าวตลอดมา โดยแจ้งวันเดือนปีที่ได้มาว่าจำไม่ได้เช่นกัน แต่เมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ปรากฏว่ามีการยื่นรายการนาฬิกาเรือนดังกล่าว ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่านาฬิกาเรือนดังกล่าวคือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาในระหว่างที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ควรตรวจสอบว่าได้มาโดยวิธีใด เพราะในการยื่นบัญชีต่อ ป.ป.ช.มีเพียงรูปถ่ายนาฬิกาเท่านั้น ไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีมาแสดงด้วย การระบุวันได้มาเพียงว่าจำไม่ได้นั้ อาจจะไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เพราะบัญชีทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์มีเพียงไม่กี่รายการ และนาฬิกาดังกล่าวเป็นรายการเดียวที่เพิ่มขึ้น จึงไม่น่าเชื่อว่าจะจำไม่ได้ ทั้งนี้ หากไม่สามารถระบุได้ว่านาฬิกาดังกล่าวได้มาโดยวิธีใด อาจเข้าข่ายเป็นการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร และเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 103 ตามมาได้
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่มีข่าวว่า นายยุพราช บัวอินทร์ ขับรถยนต์ทะเบียนเลขที่ ฌบ 5294 กทม. ไปประสบอุบัติเหตุนั้น จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายยุพราช ที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2556 พบว่า ไม่มีรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏอยู่ในบัญชียานพาหนะแต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ ป.ป.ช.ก็พบข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีเอกสารใบเสร็จรับเงินของธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย วันที่ 14/11/13 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ทะเบียน ญจ 6581 กทม.ว่า มีเงินต้นคงเหลือ(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 308,496.09 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ 22,884.84 บาท และเอกสารใบกำกับภาษีของธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย วันที่ 14/11/13 ระบุว่า ได้รับค่าเช่าซื้อ 12,586.92 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 881.08 บาท กรณีดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่า รถยนต์ทะเบียน ญจ 6581 กทม. เกิดจากการเช่าซื้อซึ่งมีธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อยเป็นเจ้าหนี้ แต่เมื่อตรวจดูรายการหนี้สินกลับไม่พบว่ามีการยื่นแสดงรายการหนี้สินในส่วนของธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อยแต่อย่างใด แต่กลับมีเอกสารที่เป็นสมุดทะเบียนรถยนต์ที่ระบุผู้ถือกรรมสิทธิ์คือ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กรณีดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่า รถยนต์ทะเบียน 2กน 9045 กทม. เกิดจากการเช่าซื้อซึ่งมีธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้ แต่เมื่อตรวจดูรายการหนี้สินกลับไม่พบว่ามีการยื่นแสดงรายการหนี้สินในส่วนของธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ทั้งที่ในการยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2556 มีการแสดงรายจ่ายประจำของคู่สมรสโดยได้ระบุรายการค่าผ่อนรถของคู่สมรสไว้เป็นเงิน 161,616 บาท และได้แสดงหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือระบุผู้ให้กู้ชื่อธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย มียอดจำนวนเงินที่แสดงเป็นหนี้ไว้ 571,808.06 บาท จากข้อเท็จจริงที่พบจึงมีเหตุอันควรแจ้งให้ ป.ป.ช. ทำการตรวจสอบต่อไป





