ผอ.เว็บดังยันข้อมูลบริษัทยักษ์ซื้อสื่อเรื่องจริง เผยมีคนโทรหาเยอะ พร้อมร่วมมือองค์กรสื่อตรวจสอบ
เมื่อเวลา 13.30 น. มีการจัดการเสวนาเรื่อง “อำนาจเหนือเกษตรกร- อำนาจเหนือสื่อ” โดยมี ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผศ.ดร.ประพาส ปิ่นตบแต่ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโฉนดชุมชนคลองโยงและอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสุชาดา จักรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการเว็บไซต์ TCIJ ดำเนินรายการ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ
ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า เกษตรพันธสัญญา มีความไม่เท่าเทียมกันและความสมดุลย์ในอำนาจต่อรอง ความไม่สมดุลย์ระหว่างการลงทุนระยะยาวและสัญญาระยะสั้น ความไม่สมดุลในการเฉลี่ยความเสี่ยงของคู่สัญญาที่ความเสี่ยงส่วนใหญ่มีแนวโน้ม ที่จะตกไปอยู่กับฝ่ายที่รับความเสี่ยงได้น้อยกว่า แต่เกษตรพันธสัญญา ก็ถือว่าเป็นประโยนช์มากเช่นกันหากอยู่ในภาวะปกติ
ขณะนี้ ผศ.ดร.ประภาส กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตุ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร ในเชิงปริมาณได้ แต่มีประเด็นถกเถียงเรื่องความหลากหลายด้านอาหาร การหายไปของสิ่งต่างๆปัญหาการผูกขาดเมล็ดพันธ์ ราคาด้วย การกระจายเรามุ่งหวังว่าเกษตรครบวงจร จะนำไปสู่การกระจายรายได้ แต่เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการรายย่อย หรือรวมกลุ่มกัน กลไลการกระจายการเข้าถึงทรัพยยากร ต่างกัน และกลายเป็นทิศทางหลักของรัฐบาล จึงอยากให้ตรวจสอบ
ส่วนเรื่องความเสี่ยง เกษตรกรไม่ต้องการหนี และเคยเสนอเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง ส่วนของรัฐต้องคิดถึงเกษตรกร มีทนายร่วมเขียนสัญญา บ้านเราไม่มีกฎหมายแบบนี้ สร้างความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรกับผู้ผลิต จะได้เกิดการต่อรองตรวจสอบ ปัญหาที่เกษตรพูดถึงกันมาก ต้องมีหลักประกัน สวัสดิการ เพราะดูแล้วก็เหมือนเป็นลูกจ้างบริษัท ไม่ใช่การผลักภาระให้บริษัท และรัฐจะเข้ามาดูแลอย่างไร
ขณะที่นางสุชาดา ได้ถึงกล่าวถึง วัตุประสงค์ ในการเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับเอกสารที่หลุดของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ว่า ตนได้เอกสารมานานแล้ว ซึ่งเรื่องข้อมูลนี้ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายอย่าง ได้ปรึกษาผู้รู้จำนวนหนึ่ง ยืนยันว่า เป็นข้อมูลที่จริง TCIJ เราเป็นสื่อ จึงคาดหวังว่าสิ่งนี้จะกระตุ้นเตือน ว่า จริงๆแล้วไม่อยากให้ใครบอยคอต บริษัทนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ หรือเกลียดชังนักข่าวหรือสื่อมวลชน แต่ตนไม่สามารถนั่งดูข้อมูลเหล่านี้เฉยๆ หลายเรื่องเกี่ยวกับนักข่าวระดับอาวุโส ตนคาดหวังว่า ทุนที่ถูกพาดพิงจะเข้าใจว่า ไม่อยากให้เน้นถึงการลงทุนเรื่องภาพลักษณ์เท่านั้น วิธีคิดเช่นนี้ปรากฎอยู่ในเอกสารที่หลุดมาทั้งหมด
น.ส.สุชาดาระบุต่อว่า ทั้งนี้การเน้นภาพลักษณ์ จะทำให้เกิดความฉ้อฉลตามมาอย่างมาก นี่คือการคอรัปชั่นรูปแบบหนึ่ง สื่อมวลชนไทยมักจะยืนตรงข้ามรัฐบาลแต่ไม่ตรงข้ามทุน คาดหวังว่าผู้บริโภคข่าวนี้ ต้องรู้เท่าทันสื่อและธุรกิจขนาดใหญ่เสียที ตนอยากแค่ชี้ประเด็นปัญหา หลังจากข่าวอัพไม่ถึง 48 ชั่วโมง มีการดิสเครตนในเชิงส่วนตัว ซึ่งไม่จริง และมีการแก้ข่าวต่างๆ สร้างข่าวขึ้นมากลบ อาจจะมีการล็อบบี้ หรือสื่อเฉพาะราย ที่มีอิทธิพลให้งดเว้นการนำเสนอข่าวนี้ ข่าวนี้ชี้ปัญหาเชิงระบบ คือสถาบันสื่อและสถาบันธุรกิจขนาดใหญ่
“มีโทรศัพท์ถามดิฉันเยอะมาก มีฉันหรือไม่ คาดคั้นว่ามีหรือไม่มี ยืนยันบอกไม่ได้ เป็นจรรยาบรรณของสื่อ รายชื่อทั้งหมดเป็นใครแล้วทำไมมีที่เปิด-ปิด จริงๆรายชื่อที่ปิดเป็นการปกป้องเพื่อนสื่อมวลชนด้วยกัน แต่ที่เขียน คือตั้งข้อสังเกตุ ว่าเป็นผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป จริงๆอาจจะไม่ได้รับจริงก็ได้ หรือมีอะไรปกปิดมากกว่านี้ ส่วนรายชื่อที่เปิด เป็นรายชื่อที่เปิดผ่านการพิจารณาและปรึกษาผู้รู้นักวิชาการบางท่าน เขาไม่ใช่ผู้เสียหาย ความผิดตกอยู่ที่บริษัท ที่จะพยายามปิดปาก ปรับทัศนะคติ บุคคลเหล่านี้ถ้าสังคมไทยไม่เข้าใจ ว่า เราจำเป็นต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง ว่าบริษัทผิดปกติอย่างไร เป็นสิ่งยืนยันว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่ชอบ” นางสุชาดา กล่าว
นางสุชาดา กล่าวต่อว่า ไม่ใช่การหลงประเด็นที่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รายชื่อนักข่าวมีเยอะทุกสื่อ จะยืนยันได้หรือไม่ว่ารู้จักทุกสื่อ เราจะได้ระมัดระวังเรื่องความสัมพันในวันข้างหน้า ข้อมูลที่เลวร้ายกว่านี้ตนไม่พูด ไอโฟน 5 ไม่พูด สุดท้ายยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลจริง สิ่งที่หยิบมาเพื่อซับพอดให้ตรงไปตรงมา ข้อมูลมีเยอะมาก
นอกจากนี้มีเอกสารจำนวนมากที่สื่อสารภายใน ว่าจะเชิญนักวิชาการคนนี้มา จะได้เปลี่ยนทัศนะที่มีต่อบริษัท และจากนั้นก็มีข่าวตีพิมพ์ในสื่อทุกชนิด นักวิชาการคนนั้นก็ถูกเชิญมา เพราะไม่ได้ติดตามข่าวว่า ถูกต่อยอดในทางพีอาร์อย่างไรบ้าง ตนอยากฝากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ให้แต่ตัวนโยบาย แต่ในสายผลิตงานพีอาร์ ค่อยข้างเป็นเอกเทศ บ้างอย่างน่าเชื่อว่า เป็นรายงานเท็จกันเอง เพราะต้องรายงาน ทุกสัปดาห์พบใครบ้าง ปฎิบัติอย่างไร พีอาร์มองแต่เป้าหมายสุดท้าย และตรงกลางคือสื่อ ไม่เคยมองต้นทาง คือเกษตรกร
เมื่อถามว่ามีการตรวจสอบจากทางบริษัทซีพีหรือไม่ และหากมีการฟ้องร้อง นางสุชาดา กล่าวว่า ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ไม่ได้เป็เรื่องการเผชิญหน้ากับทุนหรือนักข่าว เป็นการชี้ปัญหาเชิงระบอบ ซึ่งอาจจะเป็นมานานแต่เพิ่งมีหลักฐาน ยืนยันว่า เป็นข้อมูลจริง มีผู้ส่งมาให้ แต่ไม่ขอเปิดเผย ตนไม่ได้ตั้งใจเล่นงานใคร ไม่มีความจำเป็น ให้ความจริงทำงาน ตนสง่างามพอที่จะรับผลรับจากการกระทำของตัวเอง ถ้าคิดว่าสิ่งนี้ทำให้ท่านเสียหาย ตนก็พร้อมก็ได้ คิดดีแล้ว
เมื่อถามว่าองค์กรสื่อมีการตั้งกรรมการตรวจสอบพร้อมให้ข้อมูลหรือไม่ นางสุชาดา กล่าวว่า มีการติดต่อโดยตรงแล้ว ตนในฐานะพลเมืองดี ยินดีให้ความร่วมมมือ แต่เหตุการณ์ 2 วันที่ผ่านมา จะให้วางใจได้อย่างไร ว่าไม่มีการดักควาย ล้วนแต่มีคนขอข้อมูล ซึ่งไม่รู้ว่า เป็นอภิหารของคนตกที่เป็นข่าวหรือไม่ และองค์กรสื่อก็ไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นที่พึ่งหรือปกป้องคนในวิชาชีพอย่างแท้จริง จะให้ความร่วมมือเต็มที่เท่าที่ จะร่วมมือได้ แต่ยืนยันปกปิดรายชื่อแหล่งข่าวและผู้เสียหาย
เมื่อถามว่าจะมีข้อมูลชุดต่อไปหรือไม่ นางสุชาดา กล่าวว่า คิดว่าไม่ทำอะไรแล้ว ถ้าข่าวชิ้นนี้สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถทำให้คิดใหม่ได้ ต่อให้มีข่าวชุดเดียวแต่เปลี่ยนตัวละครในข่าวมาเป็นนักวิขาการ ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จึงอยากเรียกร้องให้องค์กรต่างๆหรือป.ป.ช. ตรวจสอบองค์กรสื่อบ้าง
เมื่อถามว่าทางบริษัท ที่ถูกพาดพิง ติดต่อมาหรือไม่ นางสุชาดา กล่าวว่า 1ชั่วโมงหลังมีการอัพข่าว มีสายโทรศัพท์ ขอร้องให้เอาออกบอกว่าเป็นเรื่องภายใน ซึ่งแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของข้อมูล ตนไม่แน่ใจว่าในนามอะไร ตนขอตั้งเป็นข้อสังเกต เพราะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แล้วทำไมมาจ่ายผ่านตัวบุคคลคลไม่ผ่านบัญชี ชื่อทั้งหมดเป็นผู้บริหารระดับกลาง มีหน้าแอสไซน์ข่าว มีหน้าของตัวเองในสื่อนั้นๆ





